สุขภาพและความสุขสมบูรณ์

Too much Facebook … Too many Diseases

Too much Facebook …
Too many Diseases

เล่น "Facebook" มากไป เสี่ยงสารพัดโรค !!

คุณเป็นนักท่องเน็ตที่ชอบเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคม อย่างเช่น Facebook หรือ MySpace หรือที่บ้านเรากำลังฮิตติดลมบนก็คือ Hi5หรือเปล่า?

ถ้าใช่ละก็… มีข่าวร้ายมาบอก !!!

รายงานจากวรสารวิทยาศาสตร์เล่มหนึ่งกล่าวว่า การ log on เว็บไซต์เหล่านี้บ่อยๆ เป็ฯการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็ว และโรคร้ายแรงอื่นๆ เช่น โรคเส้นเลือดไปเลี้ยงสมองอุดตัน โรคหัวใจ และโรคจิตเสื่อม

"การส่ง E-mail แทนการเจอกันซึ่งๆ หน้านั้น อาจก่อให้เกดผลกระทบเป็นวงกว้างทางชีววิทยา" แอริค ซิกมัน นักจิตวิทยาได้กล่าวในรายงานของเขาที่ตีพิมพ์ใน "Biologist" วรสารของสถาบันชีววิทยา

"การที่มนุษย์เริ่มปลีกตัวมากขึ้น จะทำให้การทำงานของยีนส์เปลี่ยนแปลงไป ระบบภูมิคุ้มกันถูกรบกวน รวมถึงระดับฮอร์โมนและเส้นเลือดแดงทำงานผิดปกติ อีกทั้งยังทำให้พฤติกรรมทางด้านจิตใจอ่อนแนลง สิ่งเหล่านี้เป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงของโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองอุดตัน โรคหัวใจ และโรคจิตเสื่อม" นายแพทย์คนหนึ่งกล่าว

แม้ว่าเว็บไซต์เหล่านี้ได้ถูกออกแบบมาเพื่อดึงคนให้มาอยู่รวมกัน แต่ซิกกกมันบอกว่ามันกลับทำให้ผู้คนเหินห่างจากกันมากกว่า

งานวิจัยยังบอกต่อไปว่า จำนวนช่วโมงที่คนพูดกับบุคคลอื่นแบบซึ่งหน้าลดลงอย่างน่าใจหายตั้งแต่ปี 1987 เป็นต้นมา เนื่องจากมีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น

เห็นที … พวกวัยโจ๋คงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันแล้ว โดยเฉพาะพวกที่ชอบแช็ตกับกิ๊กทางเน็ตทั้งวันทั้งคืน จนหัวใจพองโต อาจกลายเป็น "หัวใจวาย" คาคอมพ์ก็เป็นได้.

T News Urbanites
Leading alternative Magazine for Urbanion
Vol.1 (2) Issue 7 (57) 22 – 28 April 2009
Department of Computer Science
Faculty of Science and Technology
Thammasat University

Advertisements
สุขภาพและความสุขสมบูรณ์

สมุนไพร และแพทย์ทางเลือก

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตร้อน จึงมีความหลากหลายทางชีวภาพมาก พืชหลากหลายสายพันธุ์มีสรรพคุณเป็นยา สามารถใช้บำรุงร่างกาย และรักษาโรคได้ คนไทยโบราณซึ่งอยู่กินกับธรรมชาติ จึงได้อาศัยความสามารถของพืชเหล่านี้ในการรักษาผู้คนที่เจ็บป่วย และใช้ในชีวิตประจำวัน

สมุนไพร

สมุนไพร หมายถึง พืชที่นำมาใช้เป็นยา อาจใช้ในการส่งเสริมสุขภาพ หรือรักษาโรคก็ได้ การใช้สมุนไพรสำหรับรักษาโรค หรืออาการเจ็บป่วยต่างๆ นี้ จะต้องนำเอาสมุนไพรตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปมาผสมรวมกันซึ่งจะเรียกว่า "ยา" ในตำรับยา นอกจากพืชสมุนไพรแล้วยังอาจประกอบด้วยสัตว์และแร่ธาตุอีกด้วย เราเรียกพืช สัตว์ หรือแร่ธาตุที่เป็นส่วนประกอบของยานี้ว่า "เภสัชวัตถุ"

ปัจจุบันมีผู้พยายามศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนายาสมุนไพรให้สามารถนำมาใช้ในรูปแบบที่สะดวกยิ่งขึ้น เช่น นำมาบดเป็นผงบรรจุแคปซูล ตอกเป็นยาเม็ด เตรียมเป็นครีมหรือยาขี้ผึ้งเพื่อใช้ทาภายนอก เป็นต้น ในการศึกษาวิจัยเพื่อนำสมุนไพรมาใช้เป็นยาแผนปัจจุบันนั้น ได้มีการวิจัยอย่างกว้างขวาง โดยพยายามสกัดสาระสำคัญจากสมุนไพรเพื่อให้ได้สารที่บริสุทธิ์ ศึกษาคุณสมบัติทางด้านเคมี ฟิสิกส์ของสารเพื่อให้ทราบว่าเป็นสารชนิดใด ตรวจสอบฤทธิ์ด้านเภสัชวิทยาในสัตว์ทดลองเพื่อให้ได้ผลดีในการรักษาโรคหรือไม่เพียงใด ศึกษาความเป็นพิษและผลข้างเคียง เมื่อพบว่าสารชนิดใดให้ผลในการรักษาที่ดี โดยไม่มีพิษหรือมีพิษข้างเคียงน้อยจึงนำสารนั้นมาเตรียมเป็นยารูปแบบที่เหมาะสมเพื่อทดลองใช้ต่อไป

ตัวอย่างวิธีการปรุงยาสมุนไพร
  1. ปรุงโดยการต้ม
  2. ปรุงโดยวิธีการกลั่น
  3. ปรุงโดยการดอง
  4. ปรุงโดยวิธีสะตุ
  5. ปรุงโดยวิธีเคี่ยว (การต้มจนงวด กลายเป็นน้ำมัน หรือไข เพื่อใช้ทาหรือนวด)
  6. ปรุงโดยวิธีการตำ
  7. ปรุงโดยการบดให้เป็นผง แล้วปั้นเป็นก้อน
  8. ปรุงโดยการนึ่ง
  9. ปรุงโดยวิธีมวน สูบแก้ริดสีดวงจมูก
  10. ปรุงโดยวิธีฝน แล้วทาหรือกิน
  11. ปรุงโดยวิธีเผา หรือคั่ว

ตัวอย่างยาสมุนไพร

ตัวอย่างสมุนไพรต่อไปนี้ เป็นสมุนไพรที่พบเห็นกันบ่อยในประเทศไทย

ว่านหางจระเข้ (Aloe indica Royal)
image

คุณค่าของว่านหางจระเข้มีมากมาย นอกจากใช้รักษาโรคแล้ว ยังใช้บำรุงผิว และเส้นผมได้ด้วย ว่านหางจระเข้ มีคุณสมบัติสามารถช่วยให้กระบวนการเมตะโบลิซึม ทำงานได้เป็นปกติ ลดการติดเชื้อ สลายพิษของเชื้อโรค กระตุ้นการเกิดใหม่ ของเนื้อเยื่อส่วนที่ชำรุด ว่านหางจระเข้มีส่วนช่วย ให้ผิวพรรณผุดผ่อง สดชื่น มีน้ำมีนวล และยังสามารถขจัดสิว และลบรอยจุดด่างดำได้ด้วย

การใช้ว่านหางจระเข้ เพื่อบำรุงผิว โดยปอกเปลือกออก ใช้แต่เมือกวุ้นสีขาวใส ที่อยู่ภายใน ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการแพ้ ก่อนใช้ควรตรวจสอบว่า ตนเองจะเกิดอาการแพ้หรือไม่ โดยใช้น้ำที่ได้จากวุ้นสีขาว ของว่านหางจระเข้ ทาตรงบริเวณโคนหู แล้วทิ้งไว้สักครู่ ถ้าเกิดการระคายเคืองเป็นผื่นแดง แสดงว่าแพ้ ไม่เหมาะที่จะใช้อีกต่อไป ถ้าไม่มีอาการแพ้ ก็สามารถใช้ได้ตลอด แต่บางคนก็จะเห็นผลได้เหมือนกัน เมื่อใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณหัวสิว จะทำให้หัวสิวแห้งเร็ว นอกจากนี้ ว่านหางจระเข้ยังสามารถลดความแห้งกร้าน และลดความมันของผิวหน้าได้ โดยคนที่มีผิวมัน ก็จะช่วยให้ลดความมัน คนที่มีผิวหน้าแห้ง ก็ยังรักษาความชุ่มชื่นของผิวไว้ได้

กะเพรา (hot basil)
image

กะเพรามี 3 พันธุ์ คือ กะเพราแดง กะเพราขาวและกะเพราลูกผสมระหว่างกะเพราแดงและกะเพราขาว กะเพรามีลักษณะทั่วไปคล้ายโหระพา ต่างกันที่มีกลิ่นและกิ่งก้านซึ่งมีขนปกคลุมมากกว่า ใบกะเพราขาวมีสีเขียวอ่อน ส่วนใบกะเพราแดงมีสีเขียวแกมม่วงแดง ดอกย่อยสีชมพูแกมม่วง ดอกกะเพราแดงมีสีเข้มกว่ากะเพราขาว

ใบหรือทั้งต้นใช้เป็นยาขับลมแก้ปวดท้อง ท้องเสีย และคลื่นไส้อาเจียน นิยมใช้กะเพราแดงมากกว่ากะเพราขาว โดยใช้ยอดสด 1 กำมือ ต้มพอเดือด ดื่มเฉพาะส่วนน้ำ พบว่าฤทธิ์ขับลมเกิดจากน้ำมันหอมระเหย การทดลองในสัตว์ แสดงว่าน้ำสกัดทั้งต้นมีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ สารสกัดแอลกอฮอล์สามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหาร สาร eugenol ในใบมีฤทธิ์ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมันและลดอาการจุกเสียด

ข่า (galangal)
image

ข่าเป็นไม้ล้มลุก สูง 1.5-2 เมตร เหง้ามีข้อและปล้องชัดเจนใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอก รูปวงรีหรือเกือบขอบขนาน กว้าง7-9 ซม. ยาว 20-40 ซม. ดอกช่อ ออกที่ยอด ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว โคนติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ปลายแยกเป็น 3 กลีบ กลีบใหญ่ที่สุดมีริ้วสีแดง ใบประดับรูปไข่ ผลเป็นผลแห้งแตกได้ รูปกลม

ใช้เหง้าอ่อนต้มเอาน้ำดื่ม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และขับลม เหง้าสดตำผสมกับเหล้าโรง และยังใช้ทารักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากจากเชื้อรา เช่น กลาก เกลื้อน สารที่ออกฤทธิ์คือน้ำมันหอมระเหย และ 1’-acetoxychavicol acetate ข่าไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ และไม่เป็นพิษในขนาดยา 250 เท่าของขนาดที่ใช้ในตำรายาไทย จัดเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัย

ขิง (Ginger)
image

ขิงเป็นไม้ล้มลุกสูง 0.3-1 เมตร มีเหง้าใต้ดิน เปลือกนอกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในมีสีนวล และมีกลิ่นเฉพาะ ขิงใช้วิธีแทงหน่อหรือลำต้นเทียมเช่นเดียวกับไพล มีใบเดี่ยวเรียงสลับรูปขอบขนานแกมใบหอกกว้าง 1.5 – 2 ซม. ยาว 15 – 20 ซม. ดอกช่อแทงออกจากเหง้า กลีบดอกสีเหลืองแกมเขียว ใบประดับสีเขียวอ่อน ผลเป็นผลแห้ง มี 3 พู

เหง้าขิงแก่ทั้งสดและแห้ง ใช้เป็นยาขับลม แก้อาเจียนแก้ไอขับเสมหะ และขับเหงื่อโดยใช้เหง้าสดขนาดนิ้วหัวแม่มือต้มกับน้ำหรือใช้ผงขิงแห้งชงน้ำดื่ม จากการทดลองกับอาสาสมัคร 36 คนพบว่าผงขิงป้องกันการเมารถเมาเรือได้ดีกว่ายาแผนปัจจุบัน (dimenhydrinate) ในเหง้ามีน้ำมันหอมระเหยประกอบด้วย menthol, bornelo, fenchone, 6-shogoal และ6-gingerol menthol, มีฤทธิ์ขับลม borneol, fenchone และ 6-gingerol มีฤทธิ์ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมันนอกจากนี้พบว่าสารที่มีรสเผ็ดได้แก่, 6-shogoal และ6-gingerol ลดการบีบตัวของลำไส้ จึงช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเกร็ง

การประยุกต์ใช้สมุนไพร

สมุนไพรสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลายวิธี ทั้งใช้เป็นยาโดยตรง ใช้เป็นส่วนประกอบในอาหาร หรือแม้กระทั่งนำมาทำเป็นเครื่องดื่ม แต่ในที่นี้ขอยกตัวอย่างการทำน้ำขิงสด

น้ำขิงสด
image
ส่วนผสม
  1. ขิงสด 250 กรัม (ใช้ขิงแก่)
  2. น้ำ 1 กิโลกรัม
  3. น้ำตาลทราย 200 กรัม

วิธีทำ

  1. ล้างขิงให้สะอาด ทุบขิงพอแตก
  2. ตั้งน้ำให้เดือด ใส่ขิงลงต้ม5 นาที
  3. เติมน้ำตาลทราย คนให้น้ำตาลละลาย แล้วกรอง

แพทย์ทางเลือก

การแพทย์ทางเลือก หมายถึง การรักษาโรคหรือความเจ็บป่วยด้วยวิธีการอื่นใดที่มีขั้นตอนการปฏิบัตินอกเหนือไปจากที่ได้รับการยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์แพทย์ทางเลือก หรือเรียกกันอีกอย่างว่าแพทย์แผนโบราณ เป็นศาสตร์ที่เกิดจากประเทศทางตะวันออก (ประเทศในทวีปเอเชีย) ตัวอย่างของแพทย์ทางเลือก เช่น โยคะ, การฝังเข็ม, ชีวจิต, การกดจุดรักษา, การกดจุดฝ่าเท้า, การนวด, ธรรมชาติบำบัด, การบำบัดด้วยน้ำมันหอม, การอดอาหาร, วารีบำบัด, สมุนไพรบำบัด, การสะกดจิต, การทำสมาธิ เป็นต้น

การรักษาด้วยแพทย์ทางเลือกสามารถทำได้สองแนวทาง คือ

  1. รักษาควบคู่ไปกับการรักษาแบบแผนปัจจุบัน
  2. การรักษาด้วยแพทย์ทางเลือกเพียงอย่างเดียว

แม้ว่าแพทย์ทางเลือกจะมีหลายสาขาซึ่งต่างกันออกไป แต่ก็มีหลักการบางอย่าง ที่เหมือนกัน นั่นก็คือ

  1. ร่างกายสามารถที่รักษาตัวเอง เมื่อเป็นหวัดมีไข้ปวดตามตัว ไม่จำเป็นต้องใช้ยาลดไข้ แต่ให้หาวิธีที่จะกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายมาจัดการกับเชื้อโรค
  2. การป้องกันเป็นวิธีที่ดี แพทย์ทางเลือกมักจะเน้นเรื่องการป้องกันโรคมากกว่าการรักษา
  3. เรียนรู้และร่วมกันรักษา แพทย์ทางเลือกมักจะศึกษาร่วมกับผู้ป่วยเพื่อหาทางรักษาตามความต้องผู้ป่วย
image
image

เอกสารอ้างอิง

เชษฐา ใจใส. เคล็ดลับการแปรรูป น้ำผลไม้ – น้ำสมุนไพรให้มีคุณภาพ. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๗.

พระครูวินัยธร ธรากร อตตสาโร. ตำรายาสมุนไพร.

http://www.samunpri.com/ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๑

http://www.siamhealth.net/ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๑

สุขภาพและความสุขสมบูรณ์

ปี 51 มะเร็งเต้านมพุ่งอันดับ 1

จากการที่เคยอัพเรื่องเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมไปบทความนึง ซึ่งกล่าวถึงการใส่บรากับโอกาสของการเกิดมะเร็งเต้านม วันนี้เจออีกหนึ่งข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับปัญหามะเร็งเต้มนมน้ำมาให้อ่านกัน จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

คาดปี​51 “​มะ​เร็งเต้านม​” ​พุ่งขึ้นอันดับ​ 1

ที่​โรงแรมมิรา​เคิล​ ​นพ​.​ชาตรี​ ​บานชื่น​ ​อธิบดีกรมการแพทย์​ ​กระทรวงสาธารณสุข​ ​กล่าวเปิดการประชุมโครงการรวมพลังรณรงค์มะ​เร็งเต้านม​ ​ตอนหนึ่งว่า​ โรคมะ​เร็ง​เป็น​สา​เหตุของการตายอันดับหนึ่งของประ​เทศไทย​ ​โดย​โรคมะ​เร็งเต้านมพบ​เป็น​อันดับ​ 2 ​ของสตรี​ไทย​ ​และ​มี​แนวโน้มเพิ่มมากขึ้น​ ​กำ​ลัง​จะ​แซงมะ​เร็งปากมดลูกขึ้นมา​เป็น​อันดับ​ 1 ​ส่วน​หนึ่งคง​เป็น​เพราะ​ปัญหามะ​เร็งเต้านม​ยัง​ไม่​ทราบสา​เหตุที่​แท้จริงว่า​เกิด​จาก​อะ​ไร​ ​จึง​ยากที่​จะ​ป้อง​กัน​ ​ดัง​นั้น​กระทรวงสาธารณสุข​จึง​ได้​มีการรณรงค์​ให้​สตรี​ไทยตรวจเต้านม​ด้วย​ตนเอง​ ​โดย​ให้​อาสาสมัครสาธารณสุข​ (อสม​.) ​เป็น​ผู้​แนะนำ​ ​หากพบ​ผู้​ต้อง​สงสัยที่มีก้อนที่​เ​ต้านม​จะ​ถูกส่ง​เข้า​สู่กระบวนการรักษา​ ​ซึ่ง​คาดว่า​จะ​มีมากมายหลาย​เท่า​ตัว​ ​อย่างไรก็ตาม​ถ้า​สามารถ​พบ​ได้​ตั้งแต่ระยะ​เริ่มแรก​สามารถ​รักษา​ให้​หาย​ได้

ด้าน​ ​นพ​.​ธีรวุฒิ​ ​คูหะ​เปรมะ​ ​ผอ​.​สถาบันมะ​เร็งแห่งชาติ​ ​กล่าวว่า​ ​จาก​สถิติของสถาบันมะ​เร็งแห่งชาติพบว่าปี​ 2542 ​พบ​ผู้​ป่วยมะ​เร็งเต้านมราย​ใหม่​ 5,854 ​ราย​ ​หรือ​คิด​เป็น​ 20.5 ​ต่อแสนประชากร​ ​และ​ใน​ปี​ 2551 ​คาดการณ์ว่า​จะ​มี​ผู้​ป่วยราย​ใหม่​ 12,775 ​ราย​ ​ซึ่ง​มากกว่ามะ​เร็งปากมดลูก​ใน​ปี​เดียว​กัน​ที่คาดการณ์ว่า​จะ​มี​เพียง​ 9,747 ​ราย​ ​และ​มะ​เร็งเต้านม​จะ​กลาย​เป็น​มะ​เร็งอันดับ​ 1 ​ใน​สตรี​ไทย

ผอ​.​สถาบันมะ​เร็งแห่งชาติ​ ​กล่าวต่อว่า​ ​มะ​เร็งเต้านม​ใน​ประ​เทศไทยเริ่มพบมาก​ใน​สตรีอายุ​ 35 ​ปีขึ้นไป​ ​และ​พบสูงสุด​ใน​อายุ​ 45 ​ปี​ ​โดย​มะ​เร็งเต้านมที่พบเกือบ​ 50% ​อยู่​ใน​ระยะที่มีการกระจาย​ใน​ต่อน้ำ​เหลือง​แล้ว​ ​ทั้ง​นี้กรุงเทพฯ​เป็น​จังหวัดที่พบมะ​เร็งเต้านมมากที่สุด​ ​โดย​เขตที่พบมากคือ​ ​เขตพระ​โขนงพบประมาณ​ 80 ​ต่อแสนประชากร​ ​สา​เหตุน่า​จะ​มา​จาก​การพฤติกรรมการ​ใช้​ชีวิตของสังคมเมือง​ ​หรือ​ไสฟ์สไตล์ที่รับประทานอาหารที่มี​ไขมันสูง​ ​สูบบุหรี่​ ​ขาดการออกกำ​ลังกาย​ ​ดัง​นั้น​การป้อง​กัน​ที่ดีที่สุด​ ​คือ​ ​สุภาพสตรีควรหมั่นตรวจเต้านม​ด้วย​ตนเอง​ ​หากพบก้อนควรรีบไปปรึกษา​แพทย์​ ​หรือ​ใน​กรณีสตรีวัยห​​มดประจำ​เดือน​แล้ว​หากน้ำ​หนักเพิ่มขึ้น​โดย​ไม่​ทราบสา​เหตุ​ ​ควรรีบไปปรึกษา​แพทย์​เช่น​กัน​.

อ่านจบแล้วลองพิจารณาดูนะ ว่าควรโนบราเหมือนที่เคยแนะนำไปรึเปล่า 55555555

สุขภาพและความสุขสมบูรณ์

มาโนบรากันเถอะ

กลุ่มนักเรียนหญิงชูชุดชั้นในที่รวบรวมมาได้จากครอบครัวและเพื่อนๆ เพื่อรณรงค์เตือนภัยผู้หญิงจากอันตรายของโรคมะเร็งเต้านมที่เกิดจากการสวมใส่ชุดชั้นในเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่นครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ทั้งนี้ โรคมะเร็งเป็นโรคภัยที่ร้ายแรงที่สุดที่คุกคามทั้งในชนบทและเมืองของจีนช่วงปีที่ผ่านมา โดยคร่าชีวิตชาวจีนไปอย่างน้อย 2002 ราย และกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ – เอเอฟพี


เราเคยเชื่อกันว่ามะเร็งเต้านม มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่มีผลเสียต่อสุขภาพ หรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกายใช่ไหมคะ

แต่เมื่อไม่นานมานี้ที่สหรัฐอเมริกามีการศึกษาถึงเรื่องชุดชั้นในกับการเกิดมะเร็งเต้านม (Bra and Breast Cancer Study)

พบว่าผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่มักมีประวัติการใส่ชุดชั้นในที่ค่อนข้างคับ หรือรัดหน้าอกมากเกินไป
และมักจะใส่ชุดชั้นในตลอดเวลาแม้กระทั่งเวลานอน

ทราบไหมคะว่า ชุดชั้นในที่พวกเราสวมใส่กันอยู่ทุกวันนี้สร้างแรงกดทับให้กับหน้าอกมาก โดยเฉพาะกับระบบน้ำเหลือง
ซึ่งจะมีท่อเล็กๆ เชื่อมกับเนื้อเยื่อของหน้าอกและเจ้าท่อที่ว่านี้จะทำหน้าที่ลำเลียงสารพิษ ของเสียเซลล์ มะเร็ง ไวรัส แบคทีเรีย และสิ่งต่างๆ ออกไปกำจัด

เพราะฉะนั้นการที่เราใส่ชุดชั้นในก็เหมือนกับว่าเราต้องบังคับหน้าอกให้เป็นทรง และปิดทางเดินของน้ำเหลืองจากบริเวณหน้าอกให้มากระจุกตัวเป็นก้อน ของเหลวก็จะเกิดการคั่งค้างบวมและรวมตัวกันเป็นถุงหรือกระเปาะเล็กๆขึ้นมาสารพิษที่ต้องไหลผ่านไปก็มาอัดตัวตามน้ำเหลืองที่ถูกขัดขวางการไหลเวียนจากชุดชั้นในที่คับติ้วนี่เอง

นอกจากนี้ชุดชั้นในยังทำให้หน้าอกของเราอ่อนแอลงด้วยนะคะเพราะการพึ่งพาชุดชั้นในมากเกินไป ทำให้หน้าอกไม่ได้เป็นตัวของตัวเองไม่มีโอกาสได้ปรับสภาพให้เหมาะสมกับตัวเองสักเท่าไร สุดแต่ชั้นในจะพาไป

แต่ถ้าไม่ให้ใส่ชุดชั้นในเลยก็คงจะเกินไปหน่อย ตามหลักทางสายกลางความลงตัวของเรื่องก็คงอยู่ที่ว่า ใส่ชุดชั้นในตามปกติก็ได้แต่เลือกแบบที่ไม่คับมาก สวมใส่พอสบาย ไม่อึดอัดและถ้าทำได้ก็ไม่ควรใส่ในเวลานอน ด้วยเหตุผลดังกล่าว

ที่มา: นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 65

สุขภาพและความสุขสมบูรณ์

ตับอักเสบจากไวรัส

โรคตับอักเสบ​เป็น​โรคที่มีมานาน​แล้ว​ ​และ​เป็น​โรคตับที่มีการติดเชื่อ​จาก​ไวรัส​ ​ทำ​ให้​เกิดการอักเสบ​และ​เสียหน้าที่ชั่วคราว​ ​ปกติตับ​จะ​มีหน้าที่หลายอย่าง​ ​เป็น​ต้นว่าสร้างน้ำ​ดี​ ​ขจัดสารพิษที่​เรารับประทา​เข้า​ไป​จาก​อาหาร​ ​ยา​และ​สารเคมีทุกอย่าง​และ​ยัง​ทำ​หน้าที่​เกี่ยว​กับ​การสังเคราะห์​ไกล​โคเจน​ ​และ​สลาย​เป็น​กลู​โคส​ ​ฯลฯ​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​เมื่อมีการอักเสบ​จึง​ทำ​ให้​หน้าที่​เดิมของตับหยุดชะงัก​ ​จึง​เกิด​เป็น​กลุ่มอาการต่างๆ​ ​ที่​แสดงออกทางร่างกาย​ ​ซึ่ง​เป็น​อันตราย​ถึง​ชีวิต​ได้​ ​ถ้า​ไม่​ดู​แล​ใกล้​ชิด​และ​รักษาตัว​ให้​ดี​เป็น​พิ​เศษ

แต่​โรคตับอักเสบชนิดที่​เป็น​ข่าว​ให้​แตกตื่น​นั้น​ ​เป็น​ไวรัสชนิดบี​ ​เป็น​ชนิดที่ร้ายแรงกว่าชนิด​อื่น​ ​และ​มัก​จะ​ดำ​เนินต่อไป​เป็น​ตับอักเสบเรื้อรัง​ ​สถิติที่​จะ​เป็น​สา​เหตุของมะ​เร็งตับอีก​ด้วย​ ​ถึง​แม้บางราย​จะ​หาย​จาก​อาการโรคก็​ยัง​สามารถ​เป็น​พาหะที่จแพร่กระจายติดต่อของโรคไป​ยัง​ผู้​อื่น​อีก​เป็น​จำ​นวนมาก

ลักษณะอาการของโรคที่สังเกตเห็น​และ​จาก​การตรวจ​โดย​แพทย์​ ​โดย​เฉพาะพวกไวรัสบี​ ​ภายหลัง​จาก​ผู้​ป่วย​ได้​รับเชื้อ​แล้ว​ระยะฟักตัวของโรค​จะ​ยาวนานกว่าชนิด​อื่น​ ​เมื่อเชื้อ​เข้า​ไป​จะ​ทำ​ให้​เซลล์ของตับเกิดการอักเสบ​ ​อาจ​จะ​ทำ​ให้​มี​ไข้คล้าย​เป็น​ไข้หวัด​ใหญ่​ ​ปวดเมื่อย​ ​จึง​อาจทำ​ให้​แพทย์ตามคลินิกวินิจฉัยพลาดไปบ้างก็มี​ ​จะ​วินิจฉัยชัดเจนขึ้น​จะ​ต้อง​มี​ไข้สูง​และ​ปวดเจ็บบริ​เวณขายโครงขวา​ ​บริ​เวณที่​อยู่​ของตับ​ ​จุกเสียด​ ​แน่นท้อง​ ​คลื่นไส้อา​เจียน​ ​อ่อนเพลียมาก​ ​เบื่ออาหาร​ ​ปัสสาวะสี​เหลืองเข้ม​ ​ตา​เหลือง​ ​ตัวเหลืองขึ้น​ ​มัก​จะ​เกิดภายหลัง​จาก​ไข้ลด​ ​หรือ​รุนแรงขึ้น​ ​อาจมี​ไข้สูง​ ​การตรวดเลือดดูหน้าที่ของตับ​จะ​บอก​ได้​ ​แต่​แยกชนิดไวรัส​ไม่​ได้​ ​จะ​ต้อง​เจาะน้ำ​เหลืองเพื่อแยกชนิด​ ​ซึ่ง​จะ​ทำ​ได้​เฉพาะ​ใน​โรงพยาบาล​เท่า​นั้น​ ​ที่มัก​จะ​ใช้​กัน​คือ​ ​เจาะหา​เชื้อที่​เรียกว่า​ไวรัสบี​เซอร์​เฟสแอนติ​เจน​ ​เขียนย่อว่า​ ถ้า​หากผล​เป็น​บวกก็บอกว่า​เป็น​ไวรัสบี​ ​และ​ยัง​มีตัว​อื่น​ที่​ใช้​กัน​ ​คือ​ HBe Ag HBc Ag เป็น​ต้น
จะ​เป็น​โรคตับอักเสบ​จาก​ไวรัสชนิด​ใด​ก็ตาม​ ​ความ​จริง​ยัง​ไม่​มียารักษา​โดย​ตรง​ ​เพียงแต่​ให้​ผู้​ป่วยพักฟื้น​ให้​มาก​ ​ถ้า​ผู้​ป่วยที่กำ​ลัง​เป็น​อย่างเฉียบพลัน​ ​ต้อง​ให้​พัก​ใน​โรงพยาบาล​ ​ห้ามออกกำ​ลังกาย​ ​ห้ามอาหารไขมน​และ​โปรตีน​ ​หรือ​ยา​ ​สารเคมี​ ​แอลกอฮอล์​ ​เพื่อ​ให้​ตับทำ​งานน้อยลง​ ​แต่​เพิ่มแคลอรี่​โดย​การ​ให้​กลู​โคสแทน​ ​จะ​เป็น​ใน​รูปของการ​ให้​ทางเส้นเลือด​ ​หรือ​กินทางปาก​ ​ต้อง​ให้​วิตามินบีรวมมากๆ​ ​ยา​แก้ปวดชนิดพารา​เซทตามอน​ต้อง​ห้ามอย่างเด็ดขาด​ ​ต้อง​พยายามเพิ่ม​ความ​ต้านทาน​ให้​ผู้​ป่วยแข็งแรง​ไว้​
เมื่ออาการต่างๆ​ ​ดีขึ้น​ ​รวม​ทั้ง​การเจาะ​เลือดดูหน้าที่ของตับกลับสู่ปกติ​ ​ยัง​ควรพักฟื้น​โดย​ห้ามโหมออกกำ​ลังกายไปอีก​ 6 ​เดือน

ใน​สมัยก่อนปี​ ​ค​.​ศ​.1960 ​เรา​ยัง​ไม่​มี​ความ​รู้​เกี่ยว​กับ​ไวรัสบีมากนัก

ภายหลังปี​ ​ค​.​ศ​.1984 ​มีการประชุมแพทย์​เกี่ยว​กับ​โรคตับอักเสบไวรัสบีที่ซานฟรานซิสโก​ ​ซึ่ง​แยก​จาก​ชนิดเอ​ ​และ​ที่​ไม่​ใช่​เอ​และ​บี​นั้น​ ​ทำ​ให้​ได้​ความ​รู้​เกี่ยว​กับ​ไวรัสบีว่า​ ​เป็น​ชนิดร้ายแรงกว่าชนิด​อื่น​มากมาย​ ​เพิ่มอัตราการตายมากขึ้น​ ​และ​ยัง​ดำ​เนินต่อไป​เป็น​โรคตับอักเสบเรื้อรัง​ ​หรือ​แม้ว่าอาการต่างๆ​ ​หายไปก็​ยัง​สามารถ​เป็น​พาหะนำ​โรคไปแพร่ติด​ผู้​ใกล้​ชิด​ ​และ​ผู้​มี​ความ​สัมพันธ์อย่าง​ใกล้​ชิด​ ​และ​ยัง​เพิ่มสถิติการ​เป็น​โรคมะ​เร็งตับอีก​ด้วย​ ​ความ​สามารถ​ใน​การแพร่​โรคของไวรัสบีนี้​ ​ดูพอๆ​ ​กับ​โรคเอดส

การติดต่อ​หรือ​แพร่​โรคของโรคตับอักเสบชนิดบีนี้​ ​มา​จาก​ผู้​ป่วยที่กำ​ลังป่วย​หรือ​ผู้​ที่​เป็น​พาหะดังที่กล่าวมา​แล้ว​ ​จะ​พบว่า​เชื้อไวรัส​จะ​มี​ใน​น้ำ​ลาย​ ​น้ำ​กาม​ ​น้ำ​เลือด​ ​และ​ทางเดินอาหาร​ ​หรือ​ใน​อุจจาระ​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​จะ​ติดต่อ​ได้​ต้อง​มี​ความ​สัมพันธ์อย่าง​ใกล้​ชิด​ ​เช่น​ ​กินอาหาร​ ​ดื่มน้ำ​แก้วเดียว​กัน​ ​จูบปาก​กัน​ ​ร่วมเพศ​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​โรคนี้​จะ​ติด​ได้​ทั้ง​ร่วมเพศชนิดต่างเพศ​ ​หรือ​พวกเพศเดียว​กัน​ ​เช่นพวก​ ​โอโมเซ็กส์ชวล​ ​พวกฉีดยา​เสพติด​โดย​ใช้​เข็มฉีดยาอันเดียว​กัน​ ​หรือ​แม้​แต่คลินิกที่​ยัง​ใช้​เข็มฉีดยาอันเดียว​กัน​ ​แม้การทำ​ฟันก็​ยัง​เป็น​แหล่งที่​แพร่​โรค​ได้​ ​และ​ยัง​สามารถ​ถ่ายโรคไปสู่​เด็ก​ใน​ครรภ์อีก​ด้วย​ ​หรือ​แม้​แต่การ​ได้​รับเลือด​จาก​ผู้​ที่​เป็น​พาหะก็มี​ ​ซึ่ง​ก็​จะ​เห็นว่าการแพร่​โรคมีลักษณะคล้ายโรคเอดส์ เพราะ​ฉะ​นั้น​บุคคลที่มี​ความ​เสี่ยงต่อการติดโรค​ ​ก็คือบุคลากรทางแพทย์​ ​แพทย์​ ​พยาบาล​ ​ทันตแพทย์​ ​โสเภณี​ ​ผู้​ที่สำ​ส่อนทางเพศ​ ​โฮโมเซ็กชวล​ ​ผู้​ที่ติดยา​เสพติด​ ​เด็ก​ใน​ครรภ์​ ​ผูที่​ได้​รับเลือด​จาก​ผู้​อื่น​ ​และ​ผู้​ที่​ใกล้​ชิด​กับ​ผู้​ป่วย​ ​เป็น​ต้น​

วิธีป้อง​กัน​ก็คือล้างมือ​ให้​สะอาดทุกครั้งที่หยิบจับสิ่งของที่​เป็น​ส่วน​รวม​ ​ไม่​สำ​ส่อนทางเพศ​ ​ไม่​ติดยา​เสพติด​ ​ไม่​จำ​เป็น​ก็​ไม่​ควรรับเลือด​จาก​ผู้​อื่น​ ​ควรตรวจเลือดก่อนตั้งครรภ์​ ​หรือ​ฉีดยาคุมก่อนการตั้งครรภ์​ ​อยู่​ห่าง​จาก​ผู้​ป่วย​ ​หรือ​แม้​แต่ผุ้ที่​เป็น​พาหะ​ ​ไม่​ใช้​เข็มฉีดยาอันเดียว​กับ​ผู้​อื่น

การรักษา​โรคตับอักเสบ​จาก​ไวรัสทุกชนิด​ ​ยัง​ไม่​มียาที่รักษา​โดย​ตรง​ ​ปัจจุบันมี​ผู้​พยายาม​ใช้​ยารักษา​ ​แต่ผล​ยัง​ไม่​เป็น​ที่น่าพอใจ​ ​แต่ยาที่​ใช้​รักษามะ​เร็งตับ​ได้​ผลบ้าง​ ​แต่​ไม่​หายขาด​

การรักษา​จึง​ใช้​วิธีพักฟื้น​และ​เสริมภูมิต้านทาน​ ​ให้​พลังงานทดแทน​โดย​ให้​น้ำ​ตาลแทนพลังงานที่มา​จาก​โปรตีน​ ​ไขมัน​ ​ให้​วิตามินเสริม​ช่วย​จนกว่าอาการของโรค​จะ​ทุ​เลาลง​ ​และ​หายไป​ ​เรียกว่าการรักษาตามอาการ​ ​ควร​จะ​ต้อง​หาย​ทั้ง​อาการทางร่างกาย​ ​และ​น้ำ​เหลือง​ด้วย

ขั้นตอนการฉีดยาวัคซีนป้อง​กัน​โรคไวรัสบี

ก่อน​อื่น​จะ​ต้อง​เจาะ​เลือดเพื่อหา​HBs Agก่อนว่าบวก​หรือ​ลบ​ ​ใน​กรณีที่มีผลลบ​ ​ก็คือ​ยัง​ไม่​เป็น​ ​และ​ต้อง​เจาะ​เลือดดูว่ามีภูมิคุ้ม​กัน​หรือ​ไม่​ ​ถ้า​มีก็​ไม่​ต้อง​ทำ​อะ​ไร​ ​แต่​ถ้า​ไม่​มี​และ​ต้อง​การฉีดยา​ ​เพราะ​คุณ​ต้อง​ใกล้​ชิด​ผู้​ป่วย​หรือ​มีอาชีพดังที่กล่าว​ไว้​แล้ว​ ​หรือ​เป็น​โฮโม​ ​หรือ​โสเภณีที่ติดยา​เสพติด​ ​ให้​วัคซีนป้อง​กัน​ได้​ ​เข้า​ใจว่าประมาณ​ 40 ​บาทต่อเข็ม​ ​ต้อง​ฉีดอย่างน้อย​ 3 ​เข็ม​ ​แต่​จาก​การที่​ต้อง​เจาะ​เลือดตรวจว่าติดเชื้อ​หรือ​ไม่​ ​และ​ตรวจภูมิคุ้ม​กัน​ก็คงเกิน​ 1,000 ​บาท​ ​ขึ้นไป

โรคนี้​ถึง​แม้​จะ​เป็น​โรคติดต่อที่น่ากลัว​ ​แต่ก็​ไม่​ได้​หมาย​ความ​ว่า​ต้อง​หวาดวิตกจนเกินเหตุ​ ​อย่างน้อยการดู​และ​ตัวเอง​ ​และ​คนรอบข้างก็​เป็น​การป้อง​กัน​ที่ดีที่สุด

สุขภาพและความสุขสมบูรณ์

น้ำสำรอง ช่วยลดน้ำหนัก แก้ไอ

     ช่วง 2-3 ปีมานี้ ลูกสำรองเป็นสมุนไพรไทยยอดฮิตติดอันดับท็อปเทน ถึงขนาดขาดตลาดเป็นบางคราว เพราะเคยมีใบสั่งซื้อจากประเทศจีนอย่างไม่อั้น ทุกวันนี้ลูกสำรองที่ขายอยู่ในท้องตลาดล้วนมาจากแหล่ง ธรรมชาติ ในประเทศไทยเองก็มีอยู่เพียงไม่กี่แห่ง ตามป่าดงดิบชื้นทางภาคตะวันออกแถบจังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด และเนื่องจากสำรองเป็นต้นไม้ป่าขนาดใหญ่ สูงถึง 45 เมตร การเก็บลูกสำรองจึงเป็นไป ด้วยความยากลำบากมาก จะรอเก็บลูกสำรองที่เลื่อนโล้หล่นปลิวมาตามสายลมก็คงไม่ทันใช้ ชาวบ้านจึงมัก โค่นต้นเพื่อสะดวกในการเก็บลูกสำรองคราวละมากๆ ผลก็คือทำให้ต้นสำรองในป่าธรรมชาติถูกทำลายลง จนกลายเป็นพืชสมุนไพรหายากชนิดหนึ่งในปัจจุบัน

     ลูกสำรองมีดีอะไร ทั้งไทยและเทศจึงไฝ่หากันนักหนา สำรองมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scaphium macropodum Beaum. ชื่อเรียกตามพื้นบ้านที่รู้จักกันดี คือ พุงทะลายและท้ายเภา เป้นต้น ที่เรียกว่า พุงทะลาย ก็เพราะเปลือกบางๆที่หุ้มเมล็ดชั้นนอก มีสารเมือกจำนวนมาก เมื่อแช่น้ำจะพองตัวทะลักทลาย ออกมามากมาย มีลักษณะคล้ายวุ้น ส่วนคำว่า ท้ายเภา นั้นกล่อนมาจากคำว่า ท้ายสำเภา เพราะผลของสำรอง มีลักษณะแผ่เป็นแผ่นขนาดใหญ่( ซึ่งตรงกับความหมายในชื่อภาษาอังกฤษว่า macropodum นั้นเอง ) ซึ่งแตกตัวขณะยังอ่อนอยู่ และแตกด้านเดียวเป็นรูปโค้งคล้ายเรือสำเภา เมื่อเหล่าผลสำรองแก่ต้องลมพัดก็ปลิด ปลิวเลื่อนลอยกันไปเป็นพรวน เหมือนกลุ่มสำเภาน้อยล่องลอยตามสายลม

สำหรับสรรพคุณทางยาของสำรองนั้นไม่เป็นรองใครเหมือนชื่อ หมอไทยแต่โบราณรู้จักนำทุก ส่วนของสำรองมาใช้ทำยา ดังนี้

ราก รสเฝื่อนเปรี้ยวเล็กน้อย แก้ไอ แก้ท้องเสีย รักษากามโรค แก้พยาธิผิวหนัง

แก่นต้น รสเฝื่อน แก้โรคเรื้อน แก้กุฏฐัง แก้กามโรค

ใบ รสเฝื่อน แก้พยาธิ แก้ลม

ผลและเมล็ด รสฝาดสุขุม แก้ไข แก้ตานซาง ตานขโมยในเด็ก แก้ท้องเสีย แก้ลมพิษ แก้ลม แก้ธาตุพิการ

เปลือกต้น รสเฝื่อน แก้ไข้ แก้ท้องเสีย

จะเห็นได้ว่าสรรพคุณโดยรวมของต้นสำรอง คือ แก้ไอ แก้ไข้ และแก้ท้องเสีย ส่วนสรรพคุณแก้โรคเรื้อน กุฏฐัง โรคผิวหนัง และกามโรค ของรากและแก่นต้นสำรองนั้น น่าจะมีการศึกษาวิจัยในด้านการบรรเทาอาการโรค ผิวหนังในผู้ป่วยเอดส์ต่อไป อย่างไรก็ตาม ส่วนของสำรองที่นิยมใช้ประโยชน์กันในปัจจุบันคือ เมล็ดสำรอง โดยเฉพาะวุ้นที่ได้จากเปลือก หุ้มเมล็ดที่พองตัวเมื่อนำไปแช่น้ำ

สรรพคุณของวุ้นสำรองและวิธีการใช้

แก้เจ็บคอแก้ไข้ ใช้ลูกสำรองราว 10-20 ลูก ต้มกับชะเอมจีนพอหวานจนได้น้ำยาเข้มข้น จิบน้ำสำรองบ่อยๆ ช่วยแก้ไข้เจ็บคอดีนัก

แก้ไอขับเสมหะ ใช้ลูกสำรองแค่ 3-5 ลูกก็พอ เพียงแช่ลงในน้ำสัก 1 แก้ว จนพองเป็นวุ้นออกมา เติมน้ำตาล กรวดลงไปเพื่อแต่งรสให้หวานตามใจชอบ ดื่มทั้งเนื้อวุ้นและน้ำครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร

ช่วงฝนตกทุกวันอย่างนี้ ไข้หวัดกำลังระบาดพร้อมกับอาการไอ เจ็บคอ มีเสมหะ จึงควรหาลูกสำรองมาประจำ บ้านไว้เพื่อทำเครื่องดื่มอุ่นๆ แก้ไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้เจ็บคอ เนื่องจากอาการหวัดในหน้าฝนกันเถอะ และใน บางวันที่อากาศร้อนก็สามารถเรียกหาน้ำสำรองดื่มแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยให้ใจคอชุ่มชื่น กระปรี้ กระเปร่า ได้ ดีกว่าดื่มชาหรือกาแฟเป็นไหนๆ

แก้ตาอักเสบ เนื่องจากวุ้นสำรองเป็นยาเย็นที่ไม่เป็นอันตรายต่อเยื่อบุอ่อนๆ จึงสามารถนำมาใช้รักษาตาอัก เสบได้ โดยนำผ้าก็อซชุบน้ำพอชุ่มชื้น แล้วนำไปวางทับบนตาที่อักเสบ จากนั้นจึงวางแผ่นเปลือกหุ้มเมล็ดลูก สำรองลงบนผ้าก็อซ เปลือกหุ้มเมล็ดนั้นจะพองตัวเป็นวุ้นแทรกซึมในผ้าก็อซ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บตา ตาอัก เสบอย่างได้ผลมาแล้ว

แก้โรคอ้วน สรรพคุณลูกสำรองที่น้องๆธิดาช้างทั้งหลายควรสนใจ เนื่องจากฤทธิ์ในการระบายของวุ้น สำรองก็ดี หรือ การพองตัวของวุ้นสำรองที่คล้ายกับบุกก็ดี ล้วนเป็นคุณสมบัติสำคัญ แบบทูอินวันของสมุนไพร ลดน้ำหนักอย่างลูกสำรอง ที่ควรจัดเป็นเมนูเครื่องดื่มประจำสำหรับสาวไดเอ็ททั้งหลาย ที่เจาะกลุ่มเป้าหมาย ไปที่สาวๆก็เพราะมีตัวเลขว่าคุณผู้หญิงเป็นโรคอ้วนมากกว่าคุณผู้ชายถึง 2 เท่า เดี๋ยวนี้ความอ้วนไม่ใช่ภาวะ ตุ้ยนุ้ยธรรมดาแล้ว แต่ในทางการแพทย์ถือว่าเป็นภาวะของโรคอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุไปสู้โรคอื่นๆอีกมาก มายที่ทำให้อายุสั้น เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น

น้ำสำรองจึงเป็นเครื่องดื่มสุขภาพอีกตัวหนึ่ง ซึ่งควรสำรองไว้เป็นทางเลือกสำหรับผู้รักสุขภาพทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม เวลานี้มีการนำวุ้นสำรองมาฟอกสีเพื่อผลิตรังนกเทียมส่งออกไปต่างประเทศ เช่น จีน และ ประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนสมุนไพรไทยโกอินเตอร์ แต่ที่น่าวิตก ก็คือ ลูกสำรองที่ ซื้อขายกันในท้องตลาด นับแต่อดีตจนปัจจุบัน พบว่าชาวบ้านยังใช้วิธีโค่นต้นสำรองเพื่อเก็บลูก ถ้าหากเป็น เช่นนี้ไม่นาน เราก็คงไม่เหลือลูกสำรองลูกสุดท้ายไว้ให้ลูกหลานได้ดู

เวลานี้ทางจีนเองก็พยายามปลูกต้นสำรองไว้ เพื่อการค้าของตนเอง เพราะรู้ว่าสักวันหนึ่งแหล่งสำรองในไทย พม่า กัมพูชา และคาบสมุทรมาลายู คงจะสูญพันธุ์หาทำยายาก ดังนั้นพี่ไทยเองก็ไม่ควรประมาท ทั้งเกษตร ของภาครัฐและภาคประชาชนควารร่วมมือกันหาทางปลูกสำรองแบบไม้โตเร็ว เพื่อการค้าและยุติการทำลาย ต้นสำรองในป่าธรรมชาติ มิฉะนั้นแล้ว สมุนไพรที่มีวุ้นมหัศจรรย์ก็คงจะกลายเป็นเพียงตำนานสำหรับคนรุ่น หลัง และเมื่อถึงวันนั้นเราอาจจะต้องสั่งซื้อลูกสำรองจากประเทศจีนก็เป็นได