การแต่งตัวกับปฏิกิริยาของคนรอบข้าง

ระหว่างที่เล่น social network ไปตามปกติ ก็ได้ไปเจอกับบทความจากนิตยสารเล่มหนึ่งเข้า ไม่ทราบจริงๆ ว่ามาจากนิตยสารเล่มไหน จากภาพไม่มีบอกว่ามาจากเล่มไหน มีคนเอามาโพสต์เอาไว้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจเลยทีเดียว จึงอยากจะขอบล็อกเก็บเอาไว้ จะได้ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา อ่านจากภาพอาจจะเล็กไปเสียหน่อย ขอพิมพ์ซ้ำเพื่อให้ได้อ่านกันอย่างชัดเจน 40408_140408_2 40408_3

สี่เส้นทางพิสูจน์ปฏิกิริยา

  1. เข้าร้านแบรนด์เนม
  2. ลองเครื่องสำอางหน้าเคาน์เตอร์
  3. ทำบัตรเครดิต
  4. เข้าโชว์รูมรถยนต์ BMW

วันที่หนึ่ง : สาวไร้อ้อยเข้ากรุง

เริ่มทดลองรับร้านเสื้อผ้า 199 บาท

“ฉันใส่เสื้อยืดตัวใหญ่ สวมทับด้วยเสื้อเชิร์ตลายตาราง นุ่งกางเกงวอร์มสีดำ ใส่รองเท้าแตะ (ฉันไม่ได้ลากแตะออกนอกบ้านมา 5 ปีแล้ว) ไม่ได้ฉีดน้ำหอม ไม่แต่งหน้า และไม่สระผมด้วย แต่งตัวเสร็จฉันก็เดินไปถามความเห็นจากแม่ แม่บอกว่า ‘ไม่มีอะไรจะดูแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว โอเค ลูกลุยเลย!'” “เมื่อถึงที่หมายแล้วยังไม่ทันที่ฉันจะเดินเข้าร้านขายเสื้อผ้า 199 บาท คนขายหญิงก็ส่งรังสีพิฆาตแผ่ออกมาจากในร้าน เธอมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วตวัดสายตาจากเท้าย้อนกลับขึ้นหัวอีกครั้ง ฉันไม่นึกเลยว่าแค่ชุดที่ฉันใส่จะทำให้ฉันรู้สึกต้อยต่ำได้ถึงเพียงนี้” “แม้จะรู้สึกชาไปทั้งตัว แต่ฉันก็ตัดสินใจฮึดเดินเข้าร้าน คนขายทั้งสามคนจับตามองฉันอยู่แล้ว พอฉันก้าวเข้ามา พวกเธอเลยดิ่งพรวดเข้ามาประชิดตัวฉัน สาบานได้ว่าฉันรู้สึกว่าเธอกลัวฉันจะขโมยของ ขอบอกว่าเสื้อเชิร์ตที่ฉันใส่น่ะยี่ห้อพอล แฟรงก์ ส่วนกางเกงกับกระเป๋าน่ะ ไนกี้ แต่ทั้งหมดกลับไม่ช่วยชีวิตฉันเลยสักนิด” “ฉันไม่อยากรู้สึกต่ำต้อยติดดินนานเกินไปกว่านี้ เลยถามคนขายว่า ‘เสื้อตัวนี้เท่าไหร่คะ’ เธอตอบเสียงแข็งเหมือนไม่เชื่อว่าลุคอย่างฉันจะมีเงินซื้อ ฉันหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาควักแบงก์ร้อยให้เธอสองใบ น่าแปลกที่พอฉันส่งเงินให้ หน้าเธอไม่ยักบึ้งเหมือนเก่า”

เข้าร้านแบรนด์เนม

ใครคนหนึ่งทำจมูกฟุดฟิด

“แค่ทดลองกับร้าน 199 บาท ยังถูกดูหมิ่นขนาดนี้ ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าเข้าร้านหรูกว่านี้ จะโดนอีกสักแค่ไหน ว่าแล้วฉันก็เดินโฉบเข้าร้านขายกระเป๋ารองเท้าแบรนด์เนมสุดไฮโซที่ราคาเริ่มต้นด้วยหลักหมื่น พนักงานในร้านที่หอมกรุ่นและแอร์เย็นฉ่ำเอ่ยคำสวัสดีทักทายฉันด้วยน้ำเสียงเย็นชา สีหน้าเหมือนไม่อยากต้อนรับ แต่ฉันทำเป็นไม่ใส่ใจ เดินนวยนาดลากแตะสำรวจข้าวของในร้านแบบช้าๆ ก่อนหนึ่งรอบ แล้วจึงเริ่มหยิบรองเท้าขึ้นมาดู จังหวะนั้นหางตาฉันก็เห็นว่าหัวหน้าพนักงานขายกำลังสะกิดเตือนลูกน้อง ฉันตีความหมายนั้นได้ว่า ‘ช่วยจับตาดูหล่อนหน่อย’ พอฉันหันไปมองตรงๆ เธอก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่พนักงานคนที่รับคำสั่งก็รีบปรี่เข้ามาเดินตามติดฉันทุกฝีก้าว ไม่ว่ามือฉันจะแตะของชิ้นไหนก็ไม่มีทางรอดพ้นสายตาอำมหิตของเธอได้เลย” “จนฉันมาหยุดตรงที่ความสวยของรองเท้าสีทองประดับเพชร ราคาตามป้าย 15,800 บาท ฉันดูเพลินจนคอแห้งขึ้นมา มือก็เลยเผลอจิ้มสับปะรดในถุงพลาสติกที่ซื้อจากรถเข็นข้างทางขึ้นมากินอย่างลืมตัว (แต่ตั้งใจเล็กน้อย) ปัญหาคือชิ้นมันใหญ่เกินไป เลยต้องใช้ไม้จิ้มแบ่งให้เป็นชิ้นเล็กๆ อยู่นาน แล้วพอส่งเข้าปากเคี้ยวน้ำสับปะรดก็ฉ่ำจนซึมเลอะมุมปาก ฉันเลยยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดปาก เงยหน้าขึ้นมาเจอสายตาดุด่าน่ากลัวที่สุด เอ! ไม่รู้เธอโกรธที่ฉันไม่แบ่งสับปะรดให้เธอหรือเปล่า? ฉันตัดสินใจเผ่นหนีสายตาคู่โหด ซึ่งต้องเดินผ่านพนักงานอีกคน ปรากฏว่าพอฉันเข้าไปใกล้เธอก็ทำจมูกฟุดฟิด ตอนฉันเดินผ่านเธอก็กลั้นหายใจฮึบสุดๆ จนตัวแข็งเห็นได้ชัด นี่เธอชังฉันอย่างหนักจนไม่ยอมสูดอากาศรอบๆ ตัวฉันเข้าไปเชียวเหรอ!” “เดินออกมาจากร้านแล้วฉันลองดมเสื้อเชิร์ตลายตารางพิสูจน์กลิ่นตัวเอง ก็ไม่เหม็นนี่นา ฉันเลยได้ข้อสรุปง่ายๆ ว่าถ้าลุคคูรดูซกมก ไม่ว่าเสื้อที่คุณใส่จะหอมแค่ไหน คนอื่นก็จะมองว่าเหม็นจนน่ารังเกียจอยู่วันยังค่ำ ฉันไม่ชอบความเหม็นที่คนอื่นโยนมาให้แบบนี้เลยจริงๆ แต่มาลองคิดดูก็รู้ว่าเหตุผลที่พนักงานปฏิบัติแย่ๆ กับฉัน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะท่าทางหงอๆ ที่ฉันรู้สึกอินไปกับชุด น่าแปลกที่ฉันรู้สึกว่าใส่ชุดนี้แล้วตัวเองกล้าๆ กลัวๆ เวลาจะหยิบจับของแพงๆ ต่ต่อไปนี้ฉันจะลองฝืนควารู้สึกของตัวเองโดยไม่ยึดติดกับชุดที่ใส่ดู” “ฉันเดินยืดอกชูคอระหงเข้าร้านแบรนด์เนมอีกร้านที่แพงขึ้นกว่าเดิม เดินดูของด้วยท่าทีกรีดกราย แล้วรองเท้าสีดำส้นแบนแสนน่ารักก็สะกดฉัน มารู้สึกตัวอีกทีฉันก็ปรี่เข้าไปหยิบรองเท้า ฉันเผลออุทานไปว่า ‘Oh! so lovely’ และยืนรอให้พนักงานถามว่าฉันต้องการไซส์อะไร แต่เธอกลับยิ้มเฝื่อน ไม่พูดอะไรสักคำ” “ถึงแม้ว่าพนักงานในร้านนี้จะไม่มีสายตาดูถูกฉัน แต่ฉันก็ยังไม่กล้าลองรองเท้าคู่นั้นอยู่ดี นี่ถ้าเป็นวันที่ฉันแต่งตัวสวยมากกว่านี้ รองเท้าคู่ละห้าหมื่นฉันก็กล้าลอง”

ลองเครื่องสำอางหน้าเคาน์เตอร์

ฉัน-ตัว-เล็ก-มาก

“พนักงานหน้าเคาน์เตอร์กำลังปัดมาสคาร่าโดยไม่สนใจการมาเยือนของฉันเลย ปกติถ้ามีลูกค้าเดินมาหยุดที่เคาน์เตอร์ ถ้าพนักงานไม่ติดลูกค้าอยู่ เธอต้องเดินมาหาฉันแล้ว แต่ครั้งนี้ขนาดฉันลองโน่นลองนี่อยู่พักใหญ่ เธอก็ยังทำเหมือนกับฉันไม่มีตัวตน ฉันเลยชูขวดยาทาเล็บที่ดูคล้ายลิปกลอสแล้วถามว่า นี่ยาทาเล็บใช่ไหม เรียกครั้งแรกเธอไม่ยอมหัน ฉันพยายามมองในแง่ดีว่าเธออาจจะไม่ได้ยิน เลยตะโกนอีกครั้ง ‘พี่คะ อันนี้ยาทาเล็บใช่ไหมคะ’ เธอหยุดปัดมาสคาร่าแต่ยกค้างไว้แล้วขมวดคิ้ว หันมาจ้องตาฉันเข็มงเหมือนเกลือดฉันมาตั้งแต่ชาติก่อน ‘ใช่’ เธอตอบห้วน ตามมาด้วยการใช้ราคามาข่มขู่เหมือนกับอยากไล่ให้ฉันไปพ้นๆ เสียที ‘ขวดนั้นน่ะ…790’ เธอมองฉันด้วยหางตาแล้วหันไปปัดมาสคาร่าต่อ นาทีนั้นฉันรู้สึกแค้นจนตัวสั่น ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครใจร้ายแบบนี้กับฉันมาก่อน น้ำตาฉันเอ่อขึ้นอย่างไม่รู้ตัว วินาทีนั้นฉันรู้สึกว่าตัวเอง ‘ตัว-เล็ก-มาก’ แต่แทนที่จะต่อกรกับเธอ ฉันกลับเดินตัวลีบออกมาจากเคาน์เตอร์อย่างหมดเรี่ยวแรง เอาล่ะ… เมื่อค่าของคนวัดกันที่เงิน ฉันก็จะใช้อาวุธคือบัตรเครดิตทดสอบกับอีกเคาน์เตอร์ ปรากฏว่าพอเซ็นบัตรเพื่อซื้ออายแชโดว์แล้ว พนักงานยังดูลังเล เธอยืนเทียบลายเซ็นกับบัตร ท่าทางไม่เชื่อว่าฉันคือเจ้าของบัตรตัวจริง”

ทำบัตรเครดิต

โดนหมิ่นเครดิต

“ฉันนั่งพักกินน้ำเพื่อทำใจลืมความร้ายกาจของแม่มดมาสคาร่า จากนั้นฉันก็เดินเข้าไปธนาคารแห่งหนึ่งเพื่อขอข้อมูลทำบัตรเครดิต พนักงานชายคนหนึ่งเชิญให้ฉันนั่งลงแล้วใช้สายตาสแกนเสื้อผ้าฉัน แล้วเขาก็พูดกับฉันแบบยิ้มๆ อย่างเอ็นดูว่า ‘สำหรับบัตรธรรมดา คุณจะต้องมีเงินเดือนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทขึ้นไปครับ’ ฉันถามต่อด้วยเสียงมาดมั่นว่า ‘แล้วบัตรแพลตทินั่มล่ะคะ’ ทีนี้เขายิ้มเยาะเหมือนฉันไม่เจียมก่อนตอบว่า ‘คุณจะต้องมีรายได้สองแสนห้าหมื่นขึ้นไปครับ’ ถึงขนาดนั้นฉันก็ยังไม่ยอมจ๋อย แต่กลับขอดูรายละเอียดการทำบัตรแพลตทินั่มต่อ เขาเอื้อมมือไปหยิบโบรชัวร์อย่างอืดอาดแล้วยื่นให้ฉันแบบแน่ใจว่าฉันไม่มีโอกาสเป็นลูกค้าของเขาแน่” “ส่วนอีกธนาคารหนึ่ง พนักงานกดบัตรคิวไม่ยอมให้ฉันเข้าไปนั่งข้างใน เธอมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วถามด้วยสีหน้าบึ้งตึงว่า ‘จะมาทำอะไรคะ’ ฉันตอบว่า ‘จะสมัครบัตรเครดิตค่ะ’ เธอบอกเสียงกร้าวหน้าไร้รอยยิ้มว่า ‘รอสักครู่’ แต่สักครู่ของเธอคือปล่อยให้ฉันยืนว้าเหว่อยู่ที่หน้าธนาคารอยู่หลายนาที สักพักเธอเดินกลับมาพร้อมยื่นโบรชัวร์ให้ ฉันรู้สึกข้องในเหลือเกิน ทีกับผู้หญิงแต่งตัวดีราวคุณหนูแต่มาถึงทีหลังฉัน เธอรีบเอ่ยเชื้อเชิญให้เข้าไปนั่งด้านใน แต่สำหรับฉันเธอกลับตัดบทว่า ‘ถ้าต้องการสอบถามเพิ่มให้กดโทรศัพท์ตรงโน้นถามสูฯย์ข้อมูลเอา'”

เข้าโชว์รูมรถ BMW

ไม่อยากเชื่อ…เขาเทคแคร์ฉันดีมาก

“ในโชว์รูปมีแต่คนมาดนักธุรกิจมาดูรถ พอฉันก้าวเข้าไป พนักงานบางคนก็มอง แต่ยังไม่มีใครขยับตัวเดินมาหา ฉันเลยเดินตรงไปที่รถสีดำคันโก้ แล้วพนักงานในชุดสูทคนหนึ่งก็เดินตรงมา ‘ให้ช่วยอะไรไหมครับ’ ท่าทีนอบน้อมของเขาทำฉันแปลกใจ เขาไม่มีสายตาดูถูกแบบที่ฉันเจอมาทั้งวัน ฉันพูดกับเขาว่า ‘เอ่อ…รถคันนี้สวยจังนะคะ’ เขายิ้มแล้วอธิบาย ‘รถคันนี้ชื่อรุ่น 750Li ครับ อยากลองนั่งดูไหมครับ’ ฉันไม่นึกเลยว่าเขาจะเปิดประตูรถเงาวับราคา 17 ล้านให้คนอย่างฉันลองนั่งอย่างง่ายดาย”

วันที่สอง : แต่งตัวสวยหรู

เข้าร้านรองเท้า-กระเป๋าแบรนด์เนม “วันนี้ฉันมาในมาดใหม่ เพราะทีมงานจับฉันแต่งตัวสวยจนฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นคุณหนู ยังหวั่นใจอยู่เหมือนกันว่าพนักงานที่เคยเจอกันจะจำฉันได้ไหม เข้าร้านแรกฉันถอนหายใจโล่งอก พวกเธอไม่มีทีท่าว่าจำฉันได้ ‘ไม่ทราบว่าว่ามีรองเท้าที่เป็นแคชชวลแต่สุภาพนิดหนึ่งไหมคะ เพราะว่าน้องต้องใส่ไปกินข้าวกับคุณพ่อน่ะค่ะ’ เท่านั้นแหละ พวกเธอก็พร้อมใจกันถามไซส์ฉันแล้วกุลีกุจอหยิบคู่นั้นคู่นี้มาวางตรงหน้าฉันใหญ่เลย ที่แปลกคือคราวนี้ฉันเองก็กล้าลองรองเท้าราคาหลักหมื่นด้วย ‘ขอโทษค่ะ เบอร์ 38 หมดเหลือแต่ 37.5 ลองเบอร์นี้ก่อนนะคะ’ พนักงานคนเดิมที่ฉันจำได้ว่าเคยกลั้นหายใจคราวก่อนกลับย่อเข่าลงกับพื้นตอนฉันลองรองเท้า ฉันถามว่า ‘เท้าน้องดูอึดอัดไปไหมคะ’ เธอตอบเสียงนุ่มนวลว่า ‘ไม่หรอกค่ะ เท้าน้องผอม ใส่อะไรก็ดูดีค่ะ’ ขอโทษเถอะคุณ เท้าฉันออกจะบานปานนี้ยังบอกมาได้ว่าผอม เมื่อฉํนบ่ายเบี่ยงบอกว่า ‘เดี๋ยวค่อยมาดูใหม่’ เธอยังยิ้มหวานแล้วถามว่า ‘น้องจะให้เก็บรองเท้าไว้ให้ไหมคะ’ “ส่วนร้านที่สองฉันเข้าไปลองรองเท้าคู่เดิม ไม่มีใครจำฉันได้เช่นกัน คราวนี้พนักงานรี่เข้ามาช่วยผูกโบให้ แถมบอกว่ากำลังลดราคา 60% (สามวันก่อนไม่เธอไม่เห็นบอกฉันเลย)”

ลองเครื่องสำอางอีกครั้ง

ฉันได้รับตำแหน่ง “คุณผู้หญิง”

“เสียดายมากเลยที่วันนี้ตั้งใจมาแล้วไม่เจอแม่มดมาสคาร่า แต่ไม่เป็นไร เพราะเคาน์เตอร์ข้างๆ ที่เคยเหยียดหยามสาวไร่อ้อยกลับส่งเสียงหวานเรียกฉัน ‘สวัสดีค่ะ เชิญแวะที่เคาน์เตอร์… ก่อนนะคะ’ พอฉันแวะเธอก็เขม่นพนักงานที่นั่งอยู่ว่า ‘ถ้าไม่ทำงานก็หลบไป’ แล้วหันมายิ้มหวานกับฉัน ‘ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงแต่งหน้าเองหรือเปล่าคะ’ ได้ยินแล้วต้องกลั้นหัวเราะ ตอบไปว่า ‘เปล่าค่ะ มีช่อง (จากแมรี แคลร์) แต่งให้’ ก่อนจะเดินออกมาเธอพูดทิ้งท้ายกับฉันว่า ‘คราวหลังก็หนีออกมาช็อปปิ้งเองบ้างสิคะ สนุกออก’ ฉันยังไม่ทันได้พูดอะไรเลย แต่ดูเหมือนเธอเข้าใจไปเอง”

ทำบัตรเครดิต

หรูอย่างฉันต้องแพลตทินั่มเท่านั้น

“ฉันเดินไปเข้าธนาคารเดิม เจอพนักงานชายคนเดิม แต่คราวนี้ฉันมาในมาดสวยหรูดูดีจนเข้าไม่ยักจะจำฉันได้ พอเขาเห็นฉันเดินระเหิดระหงเข้ามาก็รีบเสนอบัตรแพลตทินั่มให้ฉันอย่างกระตือรือร้น ‘เพียงคุณมีเงินเดือนแค่สองแสนห้าหมื่นก็สมัครได้แล้วครับ’ เอ๊ะ… ครั้งที่แล้วคุ้นๆ นะว่า เขาพูดว่าฉัน ‘ต้อง’ มีเงินเดือนหมื่นห้าสำหรับบัตรธรรมดา แต่ลุคใหม่ของฉันทำให้เขาใช้คำว่า ‘แค่’ กับเงินสองแสนห้าหมื่น!” “ส่วนอีกธนาคารหนึ่ง พนักงานกดบัตรคิวคนเดิมรีบเชื้อเชิญให้ฉันเข้าไปนั่งโต๊ะผู้จัดการทั้งๆ ที่เขายังไม่เสร็จธุระกับลูกค้าที่ยืนรออยู่ พนักงานหลายคนมองฉันด้วยสายตาชื่นชม ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษจริงๆ จนเกือบลืมไปว่าก็ที่เดียวกันนี่แหละ ที่เมื่อสามวันก่อนเธอปล่อยให้ฉันยืนรอจนเมื่อยขา”

เฉลยโชว์รูป BMW

เหตุผลที่เขาเทคแคร์ฉันดี

“ฉันเดินนำทีมงานแมรี แคลร์เข้าโชว์รูมแล้วพนักงานคนเดิมก็จำฉันได้ เขายิ้มเขินเมื่อเราเฉลย ทีมงานเลยถามตรงๆ ว่าคราวที่แล้วฉันแต่งตัวไม่ดี ทำไมเขาถึงยังบริการอย่างดี เขาตอบว่า ‘ผมเคยไม่ใส่ใจอาแปะใส่เสื้อยืด นุ่งกางเกงเก่าๆ ขาดๆ แต่สุดท้ายเขาก็ไปซื้อ BMW ซีรีส์ 7 ด้วยเงินสด ตั้งแต่นั้นมาผมไม่เคยมองใครที่การแต่งตัวอีกเลย และผมก็ใช้เรื่องนี้มาสอนลูกน้องด้วย'”

หลังภารกิจเสร็จสิ้น

“ในวันที่ฉันแต่งตัวไม่ดีฉันรู้สึกไม่มั่นใจเลย แต่พอฉันแต่งตัวดี ความมั่นใจกลับมาเกินร้อย ไม่น่าเชื่อว่าภาพลักษณ์นอกจากมีผลกับคนที่มองเราแล้ว ยังมีผลกับจิตใจฉันโดยตรงด้วย”

คิดตามหลักจิตวิทยา

โดย พญ.อัมพร เยฐจผลพิทักษ์ กรมสุขภาพจิต

“มนุษย์จะรับรู้สิ่งที่เป็นรูปธรรมได้มากกว่านามธรรม รูปธรรมคือสิ่งที่คนเรามองเห็นได้ด้วยตา อันเป็นประตูแรกในการรับรู้ พอรับรู้แล้วก็จะนำมาแปลความจากประสบการณ์เท่าที่มีอยู่ แล้วใช้ค่านิยมเดิมมาตัดสินคนอื่น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ โดยเฉพาะในยุคทุนนิยมที่เรายึดถือความมีและไม่มีเป็นหลัก”

ส่วนตัวเองก็เคยประสบพบเจอการถูกพนักงานบริการทั้งหลายดูถูกเหมือนกัน แม้จะไม่ชัดเจนอย่างที่บรรยายในบทความข้างต้น แต่ก็พอรู้สึกได้ ด้วยความที่ชอบใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดาไปไหนมาไหนเป็นประจำ แม้จะเรียนจบมามีงานทำได้หลายปีแล้ว แต่ภาพลักษณ์การแต่งตัว ทำให้ถูกมองว่าเป็นเด็กวัยรุ่นอยู่เป็นประจำ เวลาไปเดินห้าง พนักงานก็จะไม่ค่อยตัดสินใจ คิดว่าเราคงไม่มีปัญญาซื้อ แต่ถ้าวันไหนพาแม่ไปเดินห้าง พนักงานห้างเดียวกันนี้แหละ จะรีบเข้ามาให้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจซื้อทันที

2 thoughts on “การแต่งตัวกับปฏิกิริยาของคนรอบข้าง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s