ระบายอารมณ์

สอบ(เกือบ)เสร็จ

วันนี้วันพฤหัสที่ 28 กันยายน 2549
สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์แห่งการสอบปลายภาค เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ สอบภาษาอังกฤษ และเคมี
การสอบเคมีครั้งนี้ทำให้เรารู้ขึ้นมาทันทีเลยว่า การอ่านหนังสือกับไม่อ่านหนังสือ… มีค่าเท่ากัน
ข้อสอบที่ดีไม่ใช่ข้อสอบที่ยากเกินไป เพราะข้อสอบที่ยากเกินไป จะทำให้คนที่เรียนรุเรื่องกับเรียนไม่รุเรื่องทำคะแนนได้เท่าๆ กัน
แต่พี่พิมพ์มานี่ไม่ได้หมายความว่าข้อสอบยากนะ ข้อสอบไม่ได้ยากเท่าไหร่หรอก มีคนทำได้เยอะแยะ แต่เราโง่และทำไม่ได้เองแหละ
ตามมาด้วยวันพุธ แคลคูลัส มาแรกๆ ทำได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่ทำไปเรื่อยๆ … ทำไมมันยากอย่างงี้เนี่ย ข้าม ข้าม… และข้าม
ข้อละ 6 คะแนน ข้ามไปมากมาย คาดว่าการได้เรียนรอบสอง (ตอนซัมเมอร์) คงดีขึ้น 55+
นี่ก็เหลือวีชาสอบอีกเพียงวิชาเดียว คือ คอมพิวเตอร์เบื้องต้นและเทคนิคการทำโปรแกรม ที่เวลาเรียน เหมือนไม่ได้เรียน เหมือนนั่งเล่นอะไรซักอย่างมากกว่า เป็นวิชาบังคับวิชาเดียวที่ชอบเรียน
จากการประเมินตนเอง โดยการคิดเกรดวิชาต่างๆ ที่คาดว่าน่าจะได้ในเทอมนี้ ถือว่าเราอยู่ในโซนหนีโปร ช่างเป็นการเปิดการเรียนในมหาวิทยาลัยที่น่ากลัวจริงๆ
 
ถึงตรงนี้คงไม่มีอะไรจาพล่ามต่อแล้วล่ะ …
จบ…
Advertisements
จิปาถะ

ผมเกลียดสวนกุหลาบ

ขอเริ่มกันตรงๆ เลยแล้วกันครับ (ผมเบื่อท่าตะแคง ท่าก้นโค้ง ตลอดจนท่ากลับหัวกลับหางเต็มที) ขอเริ่มสิ่งที่ผมหมั่นไส้ก่อนเลยแล้วกัน คือโรงเรียนนี้ใครๆ ก็รู้ว่าองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 เป็นผู้พระราชทานกำเนิน แถเป็นโรงเรียนหลวงแห่งแรกของไทยด้วย ทำให้เวลาคุณเรียนอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยประถมเรื่อยมาจนถึงมัธยม คุณคงจะต้องเคยได้ยินชื่อนี้บ่อยๆ นี่แหละครับที่ผมอิจฉา ทำไมจะต้องเป็นมันด้วย ทำไมผมต้องเปลืองสมองก้อนน้อยๆ มาจำชื่อโรงเรียนแห่งนี้เข้าห้องสอบด้วย

จากนั้นตอนสอบเข้า ม.1 สวนกุหลาบก็ขึ้นชื่อว่าผู้คนต้องการเข้ามาเรียนมากที่สุด ผมไม่รู้ว่าที่นี่มันมีอะไรดีนักหนา ถึงเป็นที่ต้องการของคนทั่วไป นอกจากนั้นมองลึกลงไปในโรงเรียน ตัวนักเรียนที่สถาปนาตัวเอง ตั้งชื่อตัวเองว่าเด็กสวน สำหรับคนกลุ่มนี้แล้ว ความรู้สึกในตัวผม “เกลียดๆๆๆๆ (เรียกง่ายๆ ว่าโคตรเกลียด)” ไม่รู้ว่าพวกแม่ม จะรักสถาบันกันขนาดไหน รู้สึกว่าพวกเก็ดสวนนี้จะบ้าสีชมพูฟ้าถึงขนาดผมเคยได้ยินเรื่องเล่าน้ำเน่าบางเรื่องมาจากรุ่นพี่ว่า สีเลือดในร่างกายเขาไม่ใช่สีแดง แต่เป็นสีชมพูฟ้า! ดูสิครับ อะไรมันจะโอเวอร์ จนน่าสะอิดสะเอียนจนถึงขนาดนี้ อะไรๆ ก็ต้องเป็นสีชมพูฟ้า เสื้อผ้า สมุด กระเป๋า แว่นตา ไม่เว้นแม้กระทั่งเหล็กดัดฟัน!!!

นอกจากเรื่องสีประจำโรงเรียนแล้ว ที่นี่ยังมีประเพณีแปลกๆ ที่พวกเขายึดถือกันมาอย่างยาวนาน และมองว่าสิ่งนี้เป็นเอกลักษณ์สำคัญของเด็กสวน นั่นคือการไหว้ คุณเคยเห็ฯที่ไหนเป็อย่างนี้ไหมครับ รุ่นน้องต้องไหว้รุ่นพี่ เพื่อเป็ฯการแสดงความเคารพ เด็กบางคนงงและเกิดคำถามขึ้นมาว่า “ทำไมกูต้องไหว้ รู้รึเปล่าว่าพ่อแม่บังเกดเกล้าของกู กูยังไม่เคยไว้เลย แล้วเอ็งเป็นใครวะ!?!? เด็กเปรตขี้สงสัยบางคนได้ถาม แต่ไม่มีคำตอบ และไม่รู้ว่าเด็กเปรตคนนั้นป่านนี้ไปเกิดใหม่เป็นอะไรแล้ว ยังครับ วีรกรรมของเด็กสวนมิได้มีเพียงเท่านี้ คุณเคยได้ยินเพลงเชียร์กีฬาของที่นี่ไหมครับ ที่ร้องว่า วี๊ด…. บูม อะไรสักอย่างนี่แหละ ผมรับรองว่าถ้ามีเด็กสวนรวมตัวกันได้สักก้อนนึง แล้วเค้ากลุ่มนั้นนึกครึ้มอกครึ้มในขึ้นมา ผมเชื่อว่าคุณจะได้ยินเพลงนี้โดยไม่จำกัดเวลา และสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นแข่งบอลเสร็จ ตลอดจนส่งเพื่อนไปเรียนเมืองนอก พี่แกเล่นร้องกันใน Airport อย่างไม่เกรงกลัวสายตาของชาวบ้าน พฤติกรรมอย่างนี้พวกเขาคิดว่ามันตื่นเต้น แลรียกความสนใจจากคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ผมอิจฉาคละเคล้ากับความเกลียดอีกข้อ ก็คือระบบสังคมของที่นี่ ความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง ผมคิดว่าจะหาที่ไหนให้มันเหมอนที่นี่คงไม่มี เคยได้ยินเรื่องเล่ามาว่า เคยมีเด็กสวนคนหนึ่งไปสมัครงานที่บริษัทที่มีพนักงานรับสมัครเป็นศิษย์เก่าพอดี จึงเกิดการคัดเลือกในรอบแรกก่อน ใครที่จบมาจากสวนฯ ก็สบายแฮ…

นี่เป็นตัวอย่างของความยุติธรรมเล็กๆ น้อยๆ ของเด็กสวนอีกแล้วครับท่าน ถ้าพูดถึงเด็กสวนแล้วไม่ต้องพูดถึงกิจกรรม คุณคงจะรู้จักเด็กสนได้ไม่เต็มที่ กิจกรรมของที่นี่ ผมเห็นแล้วหมั่นไส้จริงๆ และบางครั้งมันก็ทำให้ผมร้อนผ่าวๆ ที่ขอบตา เท่าที่เห็นมาจากโรงเรียนอื่น กิจกรรมมักถูกปลอมปนและถูกปลอมแปลงจนเด็กที่ทำกิจกรรมกลายเป็นเบ๊ของอาจารย์ โดนรับคำสั่งซ้ายหัน ขวาหันได้อย่างสบาย แตกต่างจากสวนกุหลาบลิบลับ กิจกรรมต่างๆ ของเด็กส่วน มาจากสมองก้อนน้อยๆ ของตัวเด็กครับ รู้สึกว่าอาจารย์จะเป็นเพียงแค่ที่ปรึกษาจะปล่อยให้เด็กบรรเลงกันเอง จะเละ หรือจะออกมาอย่างไรเป็นอีกเรื่อง ผมรู้สึกอิจฉาโอกาสที่พวกเข้าได้รับ ประสบการณ์การทำงานอย่างนี้ หาไม่ได้ง่ายๆ นะครับ ผมจึงได้แต่… และสิ่งที่ตามมาก็คือ มันทำให้ผมเกลียดเด็กกิจกรรมที่จบมาจากสวนกุหลาบ โดยเฉพาะพวกที่เชี่ยวชาญกิจกรรม เพราะมันจะเป็นประเภทแก่พรรษา ตั้งตัวเป็นกูรู (กูรู้) ทางด้านกิจกรรมไปซะทุกอย่าง สิ่งทุดท้ายเนื่องจากหน้ากระดาษไม่เอื้ออำนวยเป็นสิ่งที่ผมเกลียดที่สุดเลยก็ว่าได้ ผมเกลียดสวนกุหลาบ ไม่ว่าจะเป็นสังคม การเรียน กีฬา รุ่นพี่รุ่นน้อง กิจกรรม ฯลฯ (หรือจะให้เรียกง่ายๆ ว่าเกลียดแม่มมันหมดทุกเรื่องนั่นแหละครับ) ถามว่าทำไมผมถึงเกลียด พวกคุณรู้มั้ย เหตุที่มันทำให้ผมเกลียดคือเมื่อผมเข้ามาสัมผัสกับที่นี่แล้ว ผมอดไม่ได้ที่จะรักมัน อดไม่ได้เพื่อนที่จะทุ่มเททุกอย่างที่จะทำเพื่อสนกุหลาบ จนบางครั้งรู้สึกว่า เวลาเศษเสี้ยวหนึ่งในชีวิตได้หายไป เนื่องจากจะต้องทุ่มเทให้กับที่นี่…

สวนกุหลาบวิทยาลัย !!!

เรื่องราวชีวิต

human relation (ภาคต่อ)

วิชา Human Relations มอบหมายงาน (อีกแล้ว) ที่ดูเหมือนจะง่าย แต่ยากเย็นเหลือเกิน โดยการให้นิสิตกลุ่มเดิม (ย้อนความเดิมจากตอนที่แล้ว ที่ให้นิสิตจับกลุ่มกันเพื่อทำความดี) นั้น ไปเที่ยวกัน โดยมีข้อกำหนดว่า ห้ามไปต่างจังหวัด ห้ามค้างคืน และห้ามอื่นๆ อีกมากมาย (จำไม่ได้แระ 55+) ทำไมถึงว่าดูเหมือนง่าย ก็เพราะมันเป็นงานที่ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ไปเที่ยวกัน หากิจกรรมทำร่วมกัน ซึ่งแต่ละคนก็คงทำงานแบบนี้กันบ่อยๆ แต่การไปทำกิจกรรมร่วมกันด้วยจำนวนคนอันล้นหลาม ประมาณ 14 – 15 คน ทำให้หาเวลาว่างตรงกันยาก ไม่สามารถไปในบางสถานที่ที่ไม่สามารถรองรับจำนวนคนขนาดนี้ได้ และต่างคนต่างจิตต่างใจ อยากทำกิจกรรมแตกต่างกันออกไป

สมองที่อัดแน่นไปด้วยแกลบของผมก็เริ่มทำงานหลังจากที่ได้รับฟังการมอบหมายงานของท่านอาจารย์ โดยเริ่มคิดจากว่า กิจกรรมที่ต้องไปทำนั้น ควรเป็นกิจกรรมที่ทุกคนมีส่วนร่วม และสามารถทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ฉะนั้น กิจกรรมดูภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์จึงเป็นกิจกรรมแรกที่ถูกตัดออกไปจากสารบบสมองของผม ร้องคาราโอเกะก็ดูออกจะเป็นกิจกรรมที่ดี แต่ลองคิดดูสิว่า ทุกๆ คน จะได้ร้องหรือ…? เป็นไปไม่ได้แน่นอน จะต้องมีผู้ครองไมค์ และผู้ปราศจากไมค์ ผมเลยถือกิจกรรมร้องคาราโอเกะ เป็นกิจกรรมต้องห้ามอีกเช่นกัน (จริงๆ ไม่อยากร้องเพลง 55+) ในตอนนั้นกิจกรรมที่ผมคิดว่า work (more) (แอบเลียนแบบโปรโมผู้ให้บริการชันโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อหนึ่ง) ที่สุด คือ การโยนโบว์ลิ่ง เพราะเมื่อถึงตาใครเล่น คนนั้นก็ต้องเล่น จึงเป็นกิจกรรมที่ได้เล่นกันทุกคน ถึงแม้ว่าจะมีข้อเสียเรื่องจำนวนคนต่อเลนบ้างก็ตาม แต่ในตอนนั้น สมองที่อัดแน่นไปด้วยแกลบของผมก็คิดได้แค่นั้นแหละ

ผมได้ลองพูดคุยกับพี่แพม ปรากฏว่าพี่เค้าสนใจที่จะไปร้องคาราโอเกะ ซึ่งตรงข้ามกับตัวผมโดยสิ้นเชิง ผมพยายามหาเหตุผลต่างๆ นานาเพื่อมาสนับสนุนกิจกรรมโยนโบว์ลิ่งของผม

แต่เมื่อถึงวันกำหนดนัดหมาย ที่ผู้มีอิทธิพลสองท่านจากคณะพาณิชศาสตร์และการบัญชีเป็นผู้กำหนด นั่นคือวันพฤหัสบดี ที่ 24 สิงหาคม 2549 หลังเสร็จกิจจากเรียนวิชามนุษยสัมพันธ์ เหตุผลต่างๆ นานาที่คิดมาเป็นสัปดาห์ๆ กลับต้องมลายลงไป เมื่อทั้งกลุ่มลงมติกัน (หรือเผด็จการไม่ทราบ)… ไปทานไอศกรีมที่ร้าน Swensen’s สาขา Siam Square

การไปทานไอศกรีมในครั้งนี้ เปรียบดั่งเช่นการยกทัพไปตีกรุงหงสาวดีอย่างใดอย่างนั้น เพราะไม่ใช่กลุ่มของผมกลุ่มเดียวที่ไป พร้อมกันนั้นมีอีกสองกลุ่ม (ถ้าจำไม่ผิด) ไปด้วย ร้าน Swensen’s อันเงียบเหงา เหมือนถูกปลุกจากนิทราในทันใด

การสั่งไอศกรีมดำเนินไปอย่างเกรงอกเกรงใจ ทำให้การสั่งไอศกรีมดำเนินไปด้วยความล่าช้า ขณะนี้สมาชิกในกลุ่มยังเดินทางมาไม่ครบ ขาด 3 กำลังหลักจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สมาชิกที่มาก่อนแล้วจึงสั่ง earth quake มาก่อน 2 ชุด ทานกันไปได้จนเกือบหมด พี่ทั้งสามคนจึงเดินทางมาถึง และได้สั่งอีกชุดหนึ่ง การทานไอศกรีมเป็นไปอย่างเฮฮาสนุกสนาน หยอกล้อกันบ้าง ทำให้เกิดความครื้นเครง

เมื่อทานเสร็จ ชำระเงิน และหารเฉลี่ยกัน ปรากฏว่า เฉลี่ยออกมาได้คนละ 47 บาท ผมได้ยินสมาชิกในกลุ่มพูดขึ้นมาว่า นี่เป็นการทานไอศกรีม Swensen’s ที่ถูกที่สุดในชีวิตเลย ผมเกือบเห็นด้วย ถ้าไม่เคยทานฟรีมาก่อน คงเห็นด้วยไปแล้วอล่ะ 55+

จากการทำกิจกรรมร่วมกันในครั้งนี้ ก็ทำให้ผมได้รู้จักกับเพื่อน และรุ่นพี่ต่างคณะมากขึ้น การได้รู้จักกับเพื่อนต่างคณะ ก็ทำให้ชีวิตในมหาวิทยาลัย มีสีสันขึ้นเยอะเหมือนกัน

ป.ล. โดนยัดเยียดให้เป็นผู้รวบรวมความรู้สึกของสมาชิกทุกคนในกลุ่ม T T