เรื่องราวชีวิต

ทำความดี ฮิวแม่นรีเล

วิชา Human Relations ได้มอบหมายให้นิสิตจับกลุ่มกันเพื่อทำความดี และทำรายงานส่งในวันที่ 10 สิงหาคม 2549 ในทีแรกผมก็คิดว่าจะหากลุ่มได้ยากเสียแล้ว เพราะอาจารย์สั่งห้ามไม่ให้มีนิสิตคณะเดียวกันเกินกำหนด แต่เพราะความกรุณาของพี่เอิร์ธ และคณะ ทำให้ผมได้อยู่กลุ่มเดียวกับพวกพี่เขา

ด้วยสมองอันชาญฉลาดของพวกพี่ๆ จึงเลือกทำความสะอาดลานพระรูปเป็นกิจกรรมทำความดี ในแว้บแรกของความคิด ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดี การได้ทำความดีด้วยการทำความสะอาดลานพระรูปสองรัชกาล ถือเป็นการตอบแทนคุณสถาบันอย่างหนึ่ง

ในวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2549 ซึ่งเป็นวันนัดหมายในการทำความดี ผมและเพื่อนเริ่มวางแผน และมองหาอุปกรณ์ทำความสะอาด เพราะจะให้แบกไม้กวาด และไม้ถูพื้นมาจากบ้านก็กะไรอยู่ การดำเนินการหาอุปกรณ์ทำความสะอาดเริ่มต้นขึ้นในตอนพักกลางวัน ผมไปที่ตึกจุฬาวิชช์ ตึกประจำของหลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาซอฟต์แวร์ และขอยืมไม้กวาด ที่โกยผง และผ้าขี้ริ้วจากแม่บ้านที่นั่น เดินผ่านคณะอักษรศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ และสายตานับร้อยคู่ที่มองมาทางผมและเพื่อน เพื่อนำอุปกรณ์ทำความสะอาดไปนั่งเรียนด้วยที่ตึกมหามกุฎ ในตอนบ่าย ผมต้องตกอยู่ในสภาพหูชา ด้วยคำถามที่เพื่อนๆ รุมกันถามในทำนองที่ว่า “มึงจะเอามาทำไม”

หลังจากเลิกเรียนวิชาเทคโนโลยีการปลูกพืชในเวลาสามโมงเย็น (ตามตารางเลิกสี่โมง วันนี้อาจารย์ใจดีเลิกเร็ว หุหุ) เนื่องจากยังไม่ถึงเวลานัดหมายสี่โมงเย็น ผมจึงต้องนำไม้กวาด ที่โกยผง และผ้าขี้ริ้วไปนั่งเล่นด้วยบริเวณใต้ตึกมหามกุฎ พร้อมกับเพื่อนในกลุ่มที่อยู่คณะเดียวกันอีกหนึ่งคน และเพื่อนของเพื่อนที่เป็นผู้หญิงอีกหนึ่งคน

เวลานัดหมายใกล้มาถึง ผมได้ออกเดินทางจากใต้ตึกมหามกุฎ เพื่อไปที่ลานพระรูปสองรัชกาล ปรากฏว่าเมื่อผมไปถึง ไม่เจอใครสักคน ฝนทำท่าเหมือนจะตก อากาศร้อนอบอ้าว ท้องฟ้ามืดครึ้ม ไม่นานนักเพื่อนๆ พี่ๆ เริ่มทยอยกันมา โดยสังเกตได้ว่าสัญลักษณ์ประจำกลุ่มเราวันนี้คือไม้กวาดที่ทุกคนนำมา ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากระยะทางหลายร้อยเมตร

การทำความสะอาดเริ่มขึ้นหลังจากที่คนในกลุ่มมากันได้จำนวนหนึ่ง โดยเริ่มจากการกวาดพื้นลานที่มีใบไม้ร่วงอยู่มากมาย ตามด้วยเช็ดป้ายคาถา กวาดขี้ธูปที่ตกอยู่ และน้ำตาเทียนรวมถึงเศษไม้ขีดที่ทิ้งกันไม่เป็นระเบียบอีกด้วย พวกเราได้ทำการสักการะพระบรมรูป และบริจาคธูปที่เหลือไว้ให้เป็นสาธารณสมบัติ โดยกิจกรรมทั้งหมดนี้ได้มีการเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกอยู่ตลอดเวลา เมื่อฝนเริ่มโปรยลงมาพวกเราก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

เพื่อนผมมีธุระด่วนต้องไปทำ นั่นหมายความว่าผมต้องนำไม้กวาด ที่โกยผง และผ้าขี้ริ้ว เดินผ่านคณะศิลปกรรมศาสตร์ อักษรศาสตร์ ส.มศว.ปทุมวันเพียงคนเดียว เพื่อทำไปส่งคืนที่ตึกจุฬาวิชช์ พร้อมกันสายตาอีกนับร้อยที่จับจ้องมาเช่นเดิม การได้ทำสิ่งดีดีร่วมกับเพื่อนๆ พี่ๆ ถึงแม้ว่าจะห้วงเวลาอันสั้น แต่ก็ทำให้เราได้รู้จักกันมากขึ้น

Advertisements
จิปาถะ

กลอน

เมื่อวานมีคนแต่งกลอนมาให้อ่าน เพื่อช่วยเลือกส่งอาจารย์ เห็นว่าเพราะดี ก็เลยเอามาให้ลองอ่านกัน
 
+++ไม่ขอสีเทา+++
ไม่รู้ว่า ที่เธอนั้น พลันห่างหาย
หรือเพราะตาย จึงไม่มา โทรหาฉัน
ไม่มีเลย หรือเวลา โทรหากัน
หรือเธอนั้น ใช้เวลา โทรหาใคร
จะอย่างไร บอกออกมา อย่าอ้อมนัก
ว่าความรัก ยังมีสิทธิ คิดต่อไหม
อย่าคลุมเครือ อย่างมากเรา แค่เศร้าใจ
บอกกันได้ ขาวหรือดำ อย่าล้ำเทา
+++คำสารภาพของคนหลายใจ+++
ตัวเธอนั้น ยังสบาย กายดีไหม
เธอว่าใจ ฉันมาก หลากหลายเหลือ
แบ่งให้ใคร มากมาย หลายเหลือเฟือ
จะให้เชื่อ ฉันไป ได้อย่างไร
มีคำกล่าว จะรู้ค่า เมื่อลาจาก
เมื่อต้องพราก จึงจะรู้ คู่กันได้
ก็เพิ่งทราบ วันนี้พลาด ขาดเธอไป
มารู้ตัว มิมีใคร แทนใจเธอ
+++คำถามโง่ๆ+++
ในวันนี้ ฉันได้เจอ เธออีกครั้ง
ภาพความหลัง วนกลับมา หากันใหม่
เคยรักเธอ พยายาม หักห้ามใจ
แต่ก็ซ่อน ความรักไว้ มิได้เลย
จึงได้มี คำถามรก เพื่อปกปิด
ความรู้สึก นึกคิด ห้ามจิตเผย
กลัวความลับ จะเปิดไป ได้แต่เงย
ไม่ได้เลย หากสบตา พาใจคลอน
++เพราะระหว่างเราคือเส้นขนาน++
มีบางคน กล่าวเอาไว้ ตรึงใจนัก
ว่าความรัก ก็เปรียบเช่น เส้นขนาน
เป็นเส้นตรง สองเส้นแดน แสนยาวนาน
จะเวียนวาน บรรจบกัน นั้นไม่มี
ถึงอย่างไร จงอย่าโศก เป็นโชคแล้ว
ด้วยไม่แคล้ว จากกัน พลันสุขี
เส้นขนาน ไม่บรรจบ ประสบดี
แต่เรานี้ ยังขนาน สานคู่กัน