บันทึกความทรงจำ ครั้งหนึ่ง ในนิทรรศสวนฯ

ในนิทรรศสวนฯ

งานนิทรรศสวนฯ คืองานนิทรรศการทางวิชาการ เพื่อเป็นการแสดงผลงานของกลุ่มสาระการเรียนรู้ และชุมนุมต่างๆ และเป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ 4 ปี และในปีนี้ก็เป็นปีที่มีการจัดงานนิทรรศสวนฯ งานปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 7 – 9 ธันวาคม 2547

ผมเป็นทีมงานของชุมนุมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งทางชุมนุมฯ ได้มีการจัดแสดงผลงานในงานครั้งนี้ด้วย งานของผมเริ่มขึ้นก่อนวันงานจริงประมาณสองเดือน โดยเริ่มจากการประชุมวางแผนกันว่าจะจัดงานให้มีเนื้อหาเรื่องใดบ้าง จะจัดงานในรูปแบบใด และจะจัดอย่างไร จากนั้นเราก็ช่วยกันดำเนินการตามแผนที่วางไว้

ในงานเราจะจัดให้มีเขื่อน เพื่อเป็นให้ความรู้และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบของเขื่อนที่มีต้องธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดเด่นของชุมนุมเราเลยก็ว่าได้

วันเคลื่อนเดือนคล้อยลอยไป ยิ่งคิดแสนว้าวุ่นใจ จะไม่ให้วุ่นได้ไง ก็งานยังไม่เสร็จ เหลืออีกถึงสัปดาห์งานก็จะเริ่มแล้ว

การลองครั้งแล้วครั้งเล่า พลาดแล้วพลาดเล่า จนสุดท้ายก็ได้เขื่อนที่สมบูรณ์ และห้องอนุรักษ์ที่เป็นห้องแห่งนิทรรศการ ในห้องของเราประกอบด้วยเขื่อนที่เป็นไฮไลท์ของชุมนุมเรา โครงการฝนหลวงของรุ่นพี่ ม.6 ที่ปรึกษาชุมนุมฯ และโลกใต้ทะเล ของน้อง ม.4 ที่จะก้าวมาบริหารชุมนุมในปีหน้า

และแล้วการประชุมนับครั้งไม่ถ้วน การร่วมมือร่วมใจกันทำงานของสตาฟฟ์ ที่บางคนไม่ได้กลับบ้าน ต้องค้างโรงเรียน รุ่นพี่ รุ่นน้อง รวมถึงอาจารย์ที่ปรึกษา ส่งผลสู่งานอันเลิศเลอ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากเงินทุนอันมหาศาล (สำหรับผม) โดยเราใช้ทุนทรัพย์กับลานหน้าห้องนั้นไปราวๆ สามหมื่นบาท ก่อนวันงานหนึ่งวันเป็นวันที่หนักมาก เพราะจำเป็นต้องเก็บรายละเอียดทุกอย่างที่ขาดตกบกพร่อง จนคืนนั้นเราต้องกลับบ้านเที่ยงคืน

แดดส่องฟ้าเป็นสัญญาณว่านิทรรศสวนของพวกเรากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว การกลับบ้านเที่ยงคืนและนอนในตีหนึ่ง ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกอ่อนเพลียเลยแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่รอผมอยู่ในวันนั้น คือประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ที่ผมกำลังจะได้รับ ซึ่งไม่อาจหาได้จากห้องเรียนแห่งใด และช่วงชีวิตใด

วันแรกของงาน ทุกคนดูกระตือรือร้นมาก ผมขึ้นมาที่ห้องชุมนุมฯ แต่เช้าเพื่อสำรวจความเรียบร้อยของสิ่งที่เราจะจัดแสดง ผมอยู่ในห้องได้สักครู่ ก็มีพี่ กน. (คณะกรรมการนักเรียน) มาเรียกให้เอาขยะไปทิ้ง ผมต้องตกใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้เห็นขยะกองโต อันเป็นผลมาจากการเตรียมงานของสองชุมนุมที่มีการจัดห้องบนชั้นสี่ ตึกสวนกุหลาบรำลึก ผมและเพื่อนๆ รวมถึงพี่ๆ กน. ต่างช่วยกันขนขยะลงไปทิ้งที่แฟลตนักการ โดยเราต้องเลี่ยงทางที่แขกผู้มีเกียรติ นำโดย นายจาตุรงค์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น จะใช้สันจร เราต้องเอาขยะลงไปทางบันไดของตึกดำรงราชานุภาพ งานในตอนเช้ามันทำให้ผมอ่อนล้าพอสมควร เมื่องานกำลังจะเริ่ม ผมไม่ได้ลงไปร่วมพิธีเปิดในสนามฟุตบอล เนื่องจากดูจากด้านบนจะชัดกว่า และเห็นภาพในมุมกว้างมากกว่า เริ่มจากการแสดงกายบริหารของนักเรียนชั้น ม.1 เสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นไปในทางเดียวกัน คือว่า “ไอ้ …censor… มันคิดให้มีการแสดงชุดนี้ได้ไง” แต่การแสดงโขนก็ทำให้พิธีเปิดงานดูดีขึ้นในสายตาผม

ผู้มาเยือนกลุ่มแรก ได้เข้าเยี่ยมชมห้องนิทรรศการ ผมได้แต่นั่งท่องบทที่ได้รับมอบหมายให้พูดในบ่ายวันนั้นตามเวรที่ได้วางเอาไว้ แต่ตารางเวรนั้นได้กลับกลายเป็นเพียงเศษกระดาษ และสายลมที่พัดผ่านไปที่ไม่มีใครสนใจ ผมอยู่ประจำห้องในตอนเช้า

สายหน่อยมีเพื่อนร่วมชุมนุมมาขอยืมเงินเพื่อไปจ่ายค่าเข็มกลัดที่สั่งมาเป็นการล่วงหน้า ทำให้กระเป๋าสตางค์ผมมันเบาลงไป… เบาไปห้าร้อยบาท ผมได้นำเข็มกลัดไปเดินขายในตอนใกล้ๆ เที่ยง ผมได้เจอกับรุ่นพี่คนหนึ่ง ชื่อพี่เป๋า ผู้ซึ่งเป็นอดีตคณะกรรมการนักเรียนรุ่นที่แล้ว และยังเป็นประธานชุมนุมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเมื่อสองรุ่นที่แล้วอีกด้วย โดยผมได้เดินไปเที่ยวชมงานกับพี่เค้า พร้อมกับขายเข็มกลัดไปด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ยังเดินได้ไม่ทั่วงาน (เจอพลอยด้วย มาแข่งโรบอทกะกิ่ง แต่ไม่เจอกิ่งสงสัยกำลังยุ่งอยู่ ก็ขายเข็มกลัดไปให้พลอยสองอัน สีอันนึง ขาวดำอันนึง แล้วพลอยก็ทำหายไป… T.T)

คล้อยบ่าย ผมกลับไปที่ห้องชุมนุม สิ่งที่ผมทำในตอนนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าจะได้ทำ มันเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับตัวผมมากที่สุดในตอนนั้น การบรรยายเรื่องฝนหลวง ผมได้ตั้งใจฟังที่รุ่นพี่ ม.6 ซึ่งเป็นเจ้าของโปรเจค บรรยายที่มา และขั้นตอนการทำฝนหลวง ฟังรุ่นพี่บรรยายให้ผู้เข้าชมงานประมาณสามสี่รอบ… ชัดขึ้นสมอง พอรุ่นพี่เริ่มเหนื่อย ผมก็ถือโอกาสเข้าสวมรอยแทน

หลังที่พวกเราปิดห้อง เราได้มานั่งอ่านสมุดเยี่ยม เราต่างยินดีและพอใจกับคำชื่นชมความสวยงามของห้องที่จัด เงินที่ถูกยืมไปก็ได้คืนในครานี้ด้วย และวันแรกของงานก็จบลงด้วยคอนเสิร์ตของอาร์มแชร์ แล้วต่อด้วยการร้องเพลงโรงเรียน

วันที่สองเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงปลุกของพ่อ การมาโรงเรียนในวันที่สองทำให้ผมแปลกใจนิดๆ เพื่อนๆ ยังไม่มากัน ผมยืนรออยู่หน้าห้องนานพอสมควรกว่าเพื่อนผู้ถือกุญแจจะมาเปิด สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจไปยิ่งกว่านั้นคือมีกระต่ายน้อยน่ารักมาอยู่ในสนามหญ้าเล็กๆ ที่จัดขึ้นเป็นสวนหย่อมให้ผู้มาเยือนได้พักผ่อนหย่อนใจ คำตอบของคำถามที่ผมถามเพื่อนว่า “กระต่ายมาจากไหน?” คือ “รูปปั้นกระต่ายที่ประดับตกแต่งอยู่นั่นมันออกลูกมา” สร้างความมึนงงสงสัยของผมให้พุ่งพล่าน และคำตอบที่แท้จริงก็เดินทางมาถึงในเวลาเกือบสิบนาฬิกา เมื่อเพื่อน
สตาฟฟ์คนหนึ่งเดินมาพร้อมด้วยกระต่ายที่เลี้ยงไว้ที่บ้านอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อรวมกับของเดิมในห้องนี้ก็จะมีกระต่ายถึงสี่ตัว

สายๆ ของวันที่สอง เมื่อแขกกลุ่มแรกของวันเดินทางมาถึง หน้าที่ในวันนี้คือการต้อนรับและบรรยายเรื่องโครงการฝนหลวง ผมทำหน้าที่นี้อย่างไม่ได้หยุดไม่ได้หย่อน เนื่องจากวันที่สองมีแขกมาชมงานมากกว่าวันแรก จนไม่สามารถจะบรรยายให้ทุกคนได้ความรู้อย่างเท่าเทียมกัน บางกลุ่มมาติดๆ กันก็จำเป็นต้องรีบระบายคนให้ออกจากห้อง เพื่อจะได้รับกลุ่มใหม่ทัน

ในวันที่สองนี้ ผมต้องทำหน้าที่นี้ซ้ำๆ รีเพลย์หลายๆ รอบ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเบื่อหน่างแต่อย่างใด กลับเป็นความสนุกสนานที่ได้ทำเสียอีก

พอถึงเวลาบ่ายสองโมงครึ่งของวันที่ 8 ธันวาคม ได้เวลาละครเวทีเริ่มแล้ว ผมได้ยินเสียงพูดขึ้นมาว่า “เราปิดห้องไปดูละครกันดีกว่า” นั่นคือสิ่งที่ผมคิดไว้เลย แต่ในที่สุดห้องก็ไม่ได้ปิด ผมต้องลากิจไปดูละครเวที

ละครไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่ ผมเดินลงมาด้วยความผิดหวังเล็กน้อยเนื่อจากดูไม่ค่อยรู้เรื่อง อาจเป็นเพราะรอยหยักในสมองผมน้อย หรืออาจเป็นเพื่อบทละครสื่อไม่ชัดเจนก็เป็นได้

ผมกลับมาอ่านสมุดเยี่ยมอีกครั้ง สิ่งที่เปลี่ยนไปจากวันแรกคือคำชม จากที่ว่าจัดห้องได้สวย มาเป็นกระต่ายน่ารักจัง แล้วในที่สุด วันที่สองก็จบลงด้วยการแสดงบนเวทีของวงพาราด็อกซ์ และการร้องเพลงโรงเรียนเหมือนวันแรกที่ผ่านมา

วันที่สาม วันแห่งความอัปยศ ห้องถูกเปิดออกพร้อมกับกลิ่นเหม็นอับอันเกิดจากน้ำ และดินที่หมักหมมอยู่หลายวัน แขกกลุ่มแรกเดินเข้ามาพร้อมกับคำบ่น แต่เมื่อผู้เข้าชมงานมากขึ้น กลิ่นอันไม่ถึงประสงค์ก็ถูกสูดดมไปจนแทบจะไม่เหลือ ในวันนี้คนเข้าชมงานน้อยลงไป อาจเป็นเพราะมาแล้วในวันแรกๆ ก็เป็นได้ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของงาน แต่เป็นวันแรกที่ผมได้ทานเข้ากลางวัน

วันสุดท้ายนี้ดูเหมือนไม่มีอะไรมากมาย เนื่องจากคนเข้ามาชมน้อยกว่าวันแรกๆ แต่เมื่อผ่านเที่ยงวันไปคนก็เยอะขึ้น แขกกลุ่มท้ายๆ คือกลุ่มของพวกเด็กเรียนที่อยากจะมาดูงานแต่ก็ไม่อยากโดดเรียนมาจึงต้องมาหลังเลิกเรียน เราเปิดห้องถึงห้าโมงเย็น

เรื่องอันน่าตื่นเต้นเกิดขึ้น เมื่อพี่ๆ กน. วิ่งกันพล่าน แล้วตะโกนถามว่า “เห็นเด็ก ร.บ. ขึ้นมาบนนี้บ้างไหม” ผมได้รู้จากเพื่อนๆ ในภายหลังว่า มีการกระทบกระทั่งกันข้างล่าง ผมได้แต่สมเสกับความอัปยศของเด็กเราที่ไปทำเขาไว้ก่อน

การเก็บห้องได้เริ่มขึ้นหลังจากแขกกลุ่มสุดท้ายเดินลับสายตาไป ระหว่างที่พวกเรากำลังจ้าละหวั่นอยู่กับการเก็บห้อง ก็มีเสียงดัง “ปุ้ง ปุ้ง ปุ้ง” ขึ้น ทุกคนตกใจ มันเหมือนสียงปืน หรือว่า มีการยิงกันขึ้น??? ความสงสัยทำให้เราไปยืนมองที่หน้าต่างเพื่อหาความจริง สิ่งที่เห็นคือมีการยิงพลุเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการปิดงาน และเราก็กลับไปทำงานต่อด้วยความยินดี และวันที่สามก็จบลงเมื่อผมกลับถึงบ้านตีหนึ่ง

งานนี้จบลงด้วยความบนดีกับคำชื่นชมที่ได้รับ งานครั้งนี้จะจบลงด้วยดีอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าทุกคนไม่ร่วมมือ ร่วมใจกันทำงาน และจะไม่มีงานทีสวยงามอย่างนี้ถ้าไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษาที่ชื่อ อาจารย์บุญทรัพย์ ลิมปนะชัย

One thought on “บันทึกความทรงจำ ครั้งหนึ่ง ในนิทรรศสวนฯ

  1. คงเป็นงานที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตของพวกเราทั้งหลายเลยก็ว่าได้ แต่สุดท้ายสิ่งที่ออกมามันก็คุ้มค่าเหนื่อยดีจริงๆ สิ่งนี้คงไม่เกิดถ้าขาดฟันเฟืองตัวใดตัวหนึ่งไป
     
    อนุรักษ์ฯจงเจริญ!!! สวนกุหลาบฯจงเจริญ!!!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s